เส้นทางลูกรังที่บดอัดแน่นด้วยหินภูเขาก้อนเล็ก
ๆ สายที่เชื่อมระหว่างหมู่บ้าน พุเตยกับ หมู่บ้านทุ่งเสือโทนนั้นเป็นเส้นทางที่พวกเราคุ้นเคยกันอย่างดี
เนื่องจากเป็นเส้นทางที่จะไป ด่านทินวย หรือ น้ำตกคลิตี้อันเป็นที่เลื่องลือนาม
โดยระหว่างทางเส้นนี้ทุกครั้ง พวกเราอดไม่ได้ที่ต้องหันไปมองเส้นทางเล็ก
ๆ สายหนึ่งที่แยกตัดขึ้นไปบนเนินเล็ก ในราวป่าที่เห็นเป็นร่องลึกอยู่ข้างใน
พร้อมทั้งนึกอยู่ในใจว่า พวกเราต้องมาเยือนเอาสักครั้ง ถูกแล้วเส้นทางสายนี้คือ
เส้นทางสู่ ลำเขางู โดยครั้งนี้พวกเราวิ่งฝ่าสายฝนพรำ ๆ ไปทางบริเวณเชิงเขาหน้าด่านเหมือง
ด้านหมู่บ้านสะพานลาว ตอนสายมุ่งสู่บ้านพุเตย อันเป็นเส้นทาง ที่พวกเราเลือกใช้
ไปสู่จุดหมายปลายทางในทริปนี้ แต่เพียงแค่ที่ด่านนี้พวกเรา ก็ประสบปัญหาหนักขึ้น
มาเสียแล้วเมื่อพบว่า เจ้าม้ากระโดด พี่ใหญ่ของ กลุ่มเรานั้น ชุดเกียร์ไฟฟ้าไม่สามารถ
เลื่อนตำแหน่งให้ขับเคลื่อนทั้งสี่ล้อได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามพวกเราก็ยังขอสู้ต่อ เส้นทางที่ร่ำลือกันว่าหนักหนา
สาหัสพอสมควรกับ ลำเขางู สายน้ำใหญ่ที่ไหล พัดผ่าน นำเอาความสดชื่นของสายน้ำ
จากเขตรักษาพันธ์สัตว์ป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร ไหลคดเคี้ยวไปตามโตรกผาอันทอดยาว
แห่งขุนเขา ลำคลองงูที่ซึ่งนักท่อง เที่ยวอนุรักธรรมชาตินั้นทราบซึ้งดีว่า
สายน้ำแห่งนี้ มีความสดสวย และแปลกตามากขนาดไหนจากความสร้างสรรค์
อันวิจิตรพิสดารของธรรมชาติ หลายครั้งที่เราเพียง แต่วิ่งผ่านทางเข้า
หน่วยพิทักษ์ป่า ลำเขางู เพื่อไปยังทุ่งใหญ่นเรศวร หรือน้ำตกคลิตี้ล่าง
แต่ยังไม่เคยซักครั้งที่จะเข้าไปสำผัส ความงามที่ถูกซ่อนเร้นไว้ภายในด้วยอุปสรรคของเส้นทาง
ธรรมชาติในวสันต์ฤดูเช่นนี้
ถ้าจะเข้าไปชมความงดงามของสายน้ำลำเขางู แน่นอนพวกเราเลือกที่จะเข้าในช่วงฤดูฝน
ที่ซึ่งเป็น
ที่ทราบกันในหมู่นักเดินทางว่ามันลำบากเพียงไรกับเส้นทางสายนี้
และที่สำคัญตอนนี้ ม้ากระโดด หรือม้าศึกของ บูรพาออฟโรด ยังขับเคลื่อนได้เพียงสองล้อเท่านั้น
และยังมีอีกคันของ เพื่อนจากมหาชัย ที่ไม่มีวินช์อันเป็นอุปกรณ์ภาค
บังคับเสียด้วย !!! ที่เหลืออันประกอบไปด้วย ผม (หนูขาว) กระทิงโทน
และม้าขาว ซึ่งทั้งหมดเป็นรถตระกูล LN คานแข็งที่เตรียมมาพบศึกหนักเต็มที่
สภาพเส้นทางช่วงแรก นั้นก็เป็นป่าทึบ ด้วยไม้เบญจพรรณและพืชตระกูลหน่อ
อย่างดอกกระเจียว ที่ขึ้นอยู่เต็มสองข้างทาง แต่ที่พิเศษกว่า ที่อื่นก็คือที่นี่มีกระเจียวสีแดงสด
และสีส้มซะเป็นส่วนมาก
เพียงแค่กิโลเมตรแรกนั้น
สภาพเส้นทางยังไม่เท่าไรหนัก พวกเราวิ่งชมธรรมชาติอันเขียวขจีกันไปอย่างช้า
ๆ เพื่อดื่ม ด่ำกับความสมบูรณ์ของชายป่าทุ่งใหญ่แถบนี้ ให้เต็มที่สมกับที่เรารอคอย
เส้นทางช่วงกิโลเมตรที่สอง เริ่มเป็นเส้นทาง ตัดขึ้นเนินเขาเล็ก
ๆ ที่ดักร่องล้อหน้าหลังไว้ด้วยรากไม้และหินก้อนโต ๆ ถึงกับทำให้
LN65 ของ นายเอ๋ ต้องดิ้นกันจน ฮับล๊อกหน้า ขาดหลุดออกมาจากดุมล้อเลยทีเดียว
และที่สำคัญยังมีน๊อตล้อ บางตัวยังขาดคาอยู่ภายในรูเสียด้วย มาถึง
ตอนนี้พวกเราต้องหาน๊อตมาใส่ประกบ ฮับล๊อกเอาไว้กันอย่างทุลักทุเล
กว่าจะขึ้นเนินนั้นขึ้นมาได้ อีกทั้ง เจ้าม้ากระโดด ยามนี้ก็ต้องให้ม้าขาว
ลากประกบกันตลอดเส้นทาง
ที่ขึ้นเขาชันในช่วง กิโลที่สอง ก่อนที่จะตัดลงสู่หุบ เตี้ย ๆ ที่มีลำน้ำเล็ก
ๆ ให้วิ่งข้ามไป เพื่อปีนเนินชันอีกครั้ง เส้นทางช่วงกลาง ๆ เริ่มเป็นร่องลึก
ขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่โชคดีที่ เป็นเส้นทางที่ตัดขึ้นสู่ที่สูง ที่ไม่มีน้ำท่วมขัง
เป็นบ่อโคลน เหมือนเส้นทางตอนช่วงแรก แต่กลับแทนด้วยที่โขดหินใหญ่
น้อยที่ทำให้พวกเรา ต้องปีนป่ายกันตลอด เมื่อมันดันมาอยู่ในร่องทาง
กันเต็มไปหมด เส้นทางป่าแถบนี้จัดเป็นป่าที่ อุดมสมบูรณ์เลยทีเดียว
ไม้ต้นใหญ่ ๆ ขึ้นเบียดเสียดกันหนาแน่นอยู่สองข้างทาง สลับสับแซม
ด้วยคาคบเขียวขจีที่ห่อ หุ้มไว้ด้วย มอส เฟอร์น และกล้วยไม้ป่า นานาพันธ์
ส่วนพื้นเบื้องล่างนั้น มีดอกกระเจียวสีแดงและสีส้มขึ้นอยู่เต็มสอง
ข้างทาง จนเริ่มเข้าสู่ป่าไผ่ช่วงสุดท้าย ที่ต้องปล่อยให้รถไหล ลงเนินไปตาม
ยถากรรมด้วยความชันลึกของเนินสูงที่ตัด ลงสู่พื้นที่ราบด้านล่าง
ซึ่งเป็นบริเวณที่ทำการหน่วยลำเขางู พวกเราใช้เวลาเพียงสองชั่วโมงกว่า
ๆ จากปากทางก็มาถึง จุดปลายทั้ง ๆ ที่จัดได้ว่ามีรถที่วิ่งขับเคลื่อน
ได้เพียงสองล้อถึงสองคันในขบวน แต่อย่างนั้นก็ตามด้วยน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ดั่งว่า เราจะไม่ทิ้งกัน ก็ทำให้พวกเรามาถึงที่พักได้กัน อย่างไม่มีปัญหาอะไร
พวกเราเลือกลานสนามหญ้าเขียวขจี บริเวณที่ทำการภายใต้ พญาไม้ใหญ่ที่ขึ้นอยู่เต็มบริเวณ
ห่างออกไปประมาณสิบกว่าเมตรก็เป็น สายน้ำเชี่ยวลำเขางู ที่ทอดตัวอยู่เบื้องล่าง
สายน้ำลำเขางู ช่วงนี้เชี่ยวกราก จนหน้ากลัว พวกเราไม่กล้าลงไปเล่นห่างจากริมตลิ่งมากนัก
เพราะ ความรุนแรงของสายน้ำยามนี้ โดยคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ทราบว่า
สายน้ำสายนี้ จะไหลเข้าไปยังเทือกเขาลำคลองงู อันมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงมากมายอย่าง
ถ้ำนกนางแอ่น ถ้ำเสาหิน และถ้าน้ำตกเป็นต้น


พวกเราหลายคนพักผ่อนกันเต็มที่ ในบรรยากาศสบาย ๆ ริมสายน้ำ ที่สดสวยด้วยพรรณไม้เขียวขจี
ในยาม
ฤดูฝนแบบนี้
จะมีที่สร้างความลำบาก ให้กับพวกเราในเพล ย่ำค่ำก็คือ ฝูงริ้นตัวเล็ก
ๆ ที่สร้างความเจ็บ ๆ คัน ๆ ให้กับ พวกเราอย่าง สาหัสเลยทีเดียว
คืนนี้จัดเป็นคืนสว่างพอสมควร ดาวยังมีให้เห็นสุกสกาว ท่ามกลางเมฆฝน
ที่พัดผ่านมา เป็นระยะ ๆ เสียงหรีดริ่งเรไร ระวังป่าดังขึ้นขับขาน
เป็นเสียงไพรพรึกขับกล่อมเพือนเราหลายคนที่หลับไหลไปด้วย ความอ่อนเพลีย
หลาย ๆ คนที่นอนดึกก็นำเอาเรื่องราว ในวันที่ผ่านมาออกมาเล่าสู่กันฟัง
อย่างสนุกสนานครื้นเครง ท่ามกลางบรรยากาศแดนดิบแห่งพงไพร ก่อนที่จะพากันหลับไหลกันไปในที่สุดในกลางดึก
ผมตื่นขึ้นด้วย เสียงนกป่าที่ร้องขับขานระงมอยู่ตามยอดไม้ในตอนเช้า
กลิ่นกาแฟร้อน
ๆ พร้อมด้วย ข้าวเปียก หรือก๋วยเตี๋ยวญวนรสเด็ดจากฝีมือ พี่รสทำให้เช้านี้เป็นเช้าที่พิเศษจริง
ๆ สำหรับผมและใคร ๆ อีกหลายคน พวกเราเลือก ทานอาหารเช้า กันริมสายน้ำลำเขางู
พร้อมทั้งนั่งชมในบรรยากาศ ยามเช้าริมสายน้ำ กันอย่างไม่เร่งรีบ
ทีมช่างหลาย ๆ คนจากมหาชัย พากันปลุกปล้ำ ชุดเกียร์ไฟฟ้าของเจ้าม้ากระโดดให้กลับมาคืนชีพกันได้ในที่สุด
โดยที่ขาออกในวันนี้พวกเรา ต้องเปลี่ยนจากลงเนินชัน มาเป็นขึ้นเขาชัน
ที่มีหินก้อนโต ๆ ดักอยู่ตามร่องล้อ แต่โชคดี ที่ม้ากระโดด ในวันนี้สามารถกลับมา
ขับเคลื่อนสี่ล้อ ได้ในที่สุด บางช่วงเป็นทางลงเขา ที่มีเนินเอียงให้พวกเราต้องดิ้น
ไปดิ้นมาพอสนุกสนาน บนเส้นทางขากลับ ที่ต้องขึ้นเนินชันลูกแล้วลูกเล่า
นี่เองที่ทำให้ขบวนเรา ต้องหยุดเป็นระยะ เพื่อคอยช่วยกู้รถนายเอ๋
ของเราที่เป็นคันเดียว ในทริปนี้ที่ ไม่มีวินช์ค่อยช่วยดึงขึ้นเนิน
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามพวกเราก็ ใช้เวลาเพียงแค่ 4 5 ชั่วโมง เท่านั้นก็สามารถ
ออกมาถึงทางออกได้ในที่สุด โดยพวกเราแวะทานอาหารเที่ยงกันที่ หน่วยย่อยบ้านพระอินทร์
ก่อนย้อนเส้นทางเดิมสู่หมู่บ้านสะพานลาว



ทริปนี้จัดได้ว่าเป็นทริป ที่สนุกอีกทริปหนึ่งกับเส้นทางออฟโรดเส้นสั้น
ๆ ประมาณ 5 6 กิโลเมตรและจัด ว่าเป็นเส้นทางที่ไม่ยากและไม่ง่ายจนเกินไป
และที่สำคัญคือความอุดมสมบูรณ์ ของพืชพรรณไม้บริเวณชายป่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่ทำให้พวก
เราได้มาดื่มด่ำกับบรรยากาศอันสดชื่นเขียวขจี และอีกทั้งสายน้ำลำเขางูยามหน้าฝน
ที่ทำให้พวกเราประทับใจไม่รู้เลือน สำหรับทริปนี้กับสวัสดีครับ
หนูขาว
13 สิงหาคม, 2003
