เสาร์,17 พฤษภาคม 2551
 
[ Home ]

+ รายงานทริป
+ รูปหน้า1
+ รูปหน้า2
+ รูปหน้า3
+ รูปหน้า4
+ รูปหน้า5
+ รูปหน้า6

 

กองม่องทะ ม่องพะเล ปะไร่โหนก กาญจนบุรี
21-22 มิย. 46

มาอ่านคนที่ 5537
เขียนความเห็นเกี่ยวกับทริปนี้ได้ที่นี่

  
         แม้จะเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ติดชายแดน แต่ที่นี่ก็ยังคงเป็นมนต์ขลังและมี แรงดึดดูดให้ กับใคร ๆ อีกหลายคน ไม่ว่าจะเป็น ขุนเขาสูง ลำน้ำสวย ป่าเขียวขจี อ่างน้ำกว้าง และที่สำคัญในที่สุด คือ วัฒนธรรมท้องถิ่น ที่ยังคงสภาพให้เห็น ๆ อยู่เหมือนเป็นนัยว่า อารยธรรมจากเมืองหลวงหาได้เป็นสิ่งสำคัญ กับที่นี่ไม่ ครับ ใช่แล้วเมืองเล็ก ๆที่ถูกโอบล้อมไว้ด้วยขุนเขาสูงนี้ คือ อำเภอ สังขละบุรีที่ พลาดไม่ได้สำหรับนักเดินทางทุกคน สำหรับทริปแรกในช่วงฝนเยือนในครั้งนี้ เรียกได้ว่าได้สร้างความบอบช้ำให้กับ พวกเราชาวบูรพา พอสมควร ทั้ง ๆที่ ความตั้งใจในการเยือน อำเภอ สังขละบุรีในครั้งนี้เพียงแค่ต้องการเดินทางแบบสบาย ๆ ในเมืองเล็ก ๆ ที่สงบแงียบ แต่ยังคงสวยงามในกลิ่นอาย วัฒนธรรมถิ่นที่อยู่ผสมผสาน ด้วยกันหลากหลายเชื้อชาติไม่ว่าจะเป็น ไทย พม่า มอญ และรวมถึงกระเหรี่ยง พวกเราที่เดินทางกันในครั้งนี้ประกอบด้วยตัวผมเอง หนูขาว โดยมีพี่เข้มที่ยอมสละ ม้าขาวคู่กายมานั่งเป็นเนว์ให้กับผม พี่ณรงค์และพี่รสที่นำเอา ปาเจโร 3 ประตูมาแทนที่จะเป็น เจ้าม้ากระโดดคู่ศึก อีกทั้ง คุณ พล หรือกระทิงโทนที่หนีบเอา ช่างภาพมืออาชีพอย่าง คุณใหญ่ที่พิสูจน์ให้ใครหลาย ๆ คนเห็นว่า นอกจาก จะเป็นช่างภาพชั้นนำแล้ว ยังเป็นคนออฟโรดชั้นยอดอีกด้วย และปิดท้ายด้วย พี่เอ หรือจิงโจ้ป่า ประธานบูรพาของเรา


    โชคไม่ดีมาเยือนเราตั้งแต่ทางดำก่อนถึงนครปฐมซะแล้วเมื่อ เจ้า Jeep CJ5 หรือจิงโจ้ป่าได้มีอาการ น๊อกบนทางดำ ถึงกับต้องลากไปจนถึง ท่าม่วงเพื่อให้ช่างอั๋นที่คุ้นเคยกันทำการเปลี่ยนฝาสูบในท้ายที่สุด เป็นอันว่า เจ้า CJ5 คันนี้เลยพลาดโอกาสในทริปนี้ ทำให้เหลือเพียงแค่ 3 คันเท่านั้นที่วิ่งไปยัง สังขละบุรีอันเป็นที่หมายของเราในครั้ง นี้ ฝนพรำ ๆ ที่เริ่มมาตั้งแต่เช้ามืด ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งกลุ่มเมฆฝนดำทะมึนที่เห็นอยู่เต็มท้อง ฟ้าไปหมด พวกเราวิ่งลัดเลาะกันไปตามริมเขื่อนเขาแหลม ผ่านเส้นทาง ทองผาภูมิตัดขึ้นตามสันเขาเขียวขจี ที่มีลำธาร สายเล็ก ๆ ให้เห็นตลอดเกือบตลอดสองข้างทาง บางช่วงเป็นสันเขาสูง ที่มีมุมเปิดกว้างจนมองเห็นเวิ้งน้ำของ เขื่อนเขาแหลมสุดลูกหูลูกตา บางช่วงมีแพ ของชาวประมงพื้นบ้านที่เกาะกลุ่มอยู่เป็นระยะ ๆ โดยไม่ห่างจากชายฝั่งเท่า ไรนัก ยิ่งเข้าใกล้สังขละบุรี เท่าไร ธรรมชาติสองข้างทางก็สวยงามมากขึ้นเป็นลำดับ พวกเราผ่านข้ามสะพานยาว ที่พาดข้ามแม่น้ำรันตี ที่ยามนี้เชี่ยวกรากจนหน้ากลัว อันเป็นสัญญาณบ่งบอกได้ว่า อำเภอเล็ก ๆ ชายแดนตะวันตก ยามนี้ฝนคงตกลงมาทุกวันเป็นแน่แท้ หลาย ๆ ครั้งขบวนเราต้องหยุดลง บันทึกภาพธรรมชาติสวย ๆ สองข้างทางเป็น ระยะเพราะทนไม่ไหวกับ สายหมอกที่อ้อยอิ่งอยู่ตามร่องเขาที่รายล้อมอยู่รอบ ๆ ตัวเราในยามนี้

  


     มันเป็นเวลาเกือบเที่ยง ที่พวกเรามีนัดกับ เอ๋ เพื่อนเก่าของพวกเราที่รับอาสาพาเราเข้าสู่ธรรมชาติ สวยงามบริเวณ บ้าน กองม่องทะ ในครั้งนี้ “ไม่รู้ว่าข้างในเป็นอย่างไรบ้าง เพราะฝนตกหนักลงมาหลายวันแล้ว” เอ๋ บอกกับพวกเราก่อนเข้า กองม่องทะในครั้งนี้ ก่อนเข้าในเส้นทางสายนี้ บ้านกองม่องทะ ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ริมสาย น้ำรันตี ที่ยังคงมีธรรมชาติบริสุทธิ สวยสดงดงามยิ่งนัก จากเส้นทางช่วงแรกที่เป็น ท้องทุ่งนากว้างท่ามกลางขุนเขาที่ โอบรายล้อมอยู่รอบข้าง มีต้นน้ำรันตีสายเล็ก ไหลเป็นริ้วสีขาวเป็นแนวยาวชิดเส้นทางที่พวกเราวิ่งอยู่ ปลักโคลนลึก ช่วงแรก ๆ ยังคงไม่มีปัญหาอะไรนักสำหรับพวกเราแม้แต่เจ้า ปาเจโร 3 ประตู ของพี่รงค์ก็ยังคงผ่านได้อย่างสบาย ๆ ตลอดระยะทางประมาณ 6 กิโลเมตร ที่วิ่งผ่านเรือกสวนส้มโอ และนาข้าวเขียวขจี เป็นเส้นทางขนาด 1 ถึง 2 ดาวที่บาง ช่วงต้องวิ่งข้ามลำธารสายเล็ก ๆ ก่อนหักมุมขึ้นเนินชันประมาณ 40 องศา ที่ไม่ยาวเท่าไรนัก พวกเราวิ่งลัดเลาะกันได้ ประมาณ 40 นาทีก็มาหยุดลงที่ บ้านกองม่องทะ เพื่อปรึกษาหารือ กับคนท้องที่ว่า เส้นทางจากนี้ที่พวกเราจะตัดผ่าน ขึ้นไปนั้นเป็นอย่างไรบ้าง “โอ้ย หน้าฝนแบบนี้ ไม่มีใครเค้าขึ้นไปหรอก” เสียงสำทับจากป่าไม้หนุ่ม ที่บอกกับเราด้วย ความเป็นห่วงเมื่อรู้ถึงเจตนารมย์ของพวกเรา ขนาดชาวบ้านที่นี้เวลาเค้าจะเข้าไปข้างใน เค้ายังอ้อมไปเข้าทาง สะเหน่พร่อง แทนที่จะเข้า กองม่องทะ แบบนี้.. เพราะมันเป็นเขาชันขนาดแหงนหน้าจนคอตั้งบ่า และเมื่อข้ามไปแล้ว ก็ต้องลงดิ่งลึกน่ากลัว ก่อนที่จะถึงหน่วย หลังปรึกษากันเสียครู่ใหญ่ พวกเราก็ตกลงที่จะลองเส้นทางนี้ ถึงแม้แต่ พี่รงค์ ก็ยังคงยืนยันว่า จะขึ้นไปลองดู เส้นทางลี้ลับนี้พาเราตัดผ่านสวนกล้วยหลังหมู่บ้าน ก่อนบ่ายหน้าลงหุบเล็ก ๆ ที่มี ใบบอน ขึ้นปกคลุมเกือบมองไม่เห็นเส้นทาง ก่อนที่จะวกตัดขึ้นเนินชันพับไปพับมา ที่มีสายน้ำเล็ก จากเนินเขาด้านบน ไหลลงมาเต็มสองร่องทาง เรียกได้ว่าเส้นทางนี้ เปรียบเสมือนเป็นเส้นทางที่เราต้องวิ่งปีนเขาผ่า สายน้ำตกเลยทีเดียว ทั้งในร่องล้อและริมทาง ทั้งสองข้างมีแต่ลำธารสายเล็ก ๆ เต็มไปหมด เพียงแค่ เนินแรกนี้ เจ้า หนูขาวก็ต้องดิ้นถึง 2 – 3 ครั้ง กว่าที่จะขึ้นไปจอดรออยู่พื้นราบริมสันเขาด้านบนได้ แต่คันต่อมา ซึ่งเป็น เอ๋ ที่ควบ เจ้า LN65 กับยาง Swamper 33 นิ้ว ที่ดิ้นพราดไปมาเหมือนกับปลาถูกทุบหัว ก็ยังขึ้นไม่ได้ไม่ว่าจะลองกี่ครั้ง ต่อกี่ครั้งก็ตาม หนำซ้ำ เจ้ายักใหญ่คันโตนี้ยังไม่มีวินช์เสียอีก ถ้าจะให้เจ้าหนูขาวกลับรถลงมาก็จะลำบากไปเสียยิ่งกว่าเพราะอุปสรรค ในทางแคบที่ไม่อำนวยยิ่งนัก มาถึงตอนนี้ เป็นครั้งแรกสำหรับพวกเราชาว บูรพาที่ต้องย้อมรับกับความ พ่ายแพ้ที่ถูก ยัดเยียดให้โดย เส้นทางลับ กองม่องทะ ตั้งแต่ ยกแรกที่ก้าวย่างเข้าไป คงไม่มีปัญหาสำหรับเราถ้ามากันครบคน ครบคัน แต่ต่างกันที่คราวนี้ พวกเราไมีคิดว่าเส้นทางนี้จะโหดขนาดนี้ จึงไม่ได้เอาม้าศึกคู่ใจเดินทางมาด้วย จึงมีเพียง ไม่กี่คันเท่านั้นที่มีศักยภาพพอขึ้นได้ และถ้าขืนดันทุรังเสี่ยงขึ้นไป ก็คงต้องหลีกไม่พ้นเดินทางกันในกลางคืนเป็นแน้ แท้ที่ ถือว่าเป็น กฎข้อหนึ่งของพวกเราที่จะไม่ ขับรถในป่าตอนกลางคืน

 


ในที่สุด กองม่องทะ แห่งนี้ก็ได้รับการคาระวะ และยอมแพ้ในที่สุดจากพวกเรา ไม่ว่าจะเป็นเส้นทาง โหด และความสวยงามที่ทำให้พวกเราตกลงกันว่า พวกเราจะต้องกลับมาอีกเมื่อพร้อมกว่านี้ หลังจากเจ้าหนูขาวต้องถอย หลังลงมาอย่างทุลัก ทุเล พวกเราก็ตกลงที่จะบ่ายหน้า ไปอีกเส้นทางเพื่อขึ้นไปขนเขาสูงที่เรียกว่า “ม่องพะเล” อันเป็น จุดที่มี น้ำตกสายเล็ก ๆ และถ้ำลี้ลับแต่ยังคงบริสุทธ์สวยงามที่น้อยคนนักที่จะรู้จัก โดยพวกเราได้แวะรับ เด็ก ๆ ในหมู่บ้าน 3 คน ให้พาเราเข้า “ม่องพะเล” โดยเป็นเส้นทางเลยจาก “กองม่องทะ” ลึกเข้าไปอีกในป่าผืนใหญ่ชายแดน ตะวันตก เลียบผ่านสวนส้มโอที่ร่มรื่น และไร่ข่า ที่โอบล้อมไว้ด้วยขุนเขาและสายหมอก … กองม่องทะ หรือ ม่องพะเล มีอะไรข้างใน เราไม่รู้แต่ที่แน่ ๆ ธรรมชาติบริเวณนี้ สวยงามมาก เป็นไร่ส้มโอ และไร่ข่าที่ขึ้นสลับซับแซม อยู่ตามราวป่าที่มี สายน้ำรันตีเป็นสายน้ำไหลคดเคี้ยวไปมาตลอดเส้นทาง รอบด้านเป็นขุนเขาสูงที่ถูกปกคลุมไว้ด้วย สายหมอกหนาเกือบตลอดทั้งวัน เพียงแต่ชั่วหม้อข้าวเดือด เด็ก ๆ ก็นำเรามาหยุดลงที่ ร่องน้ำแคบประมาณ 5 เมตรที่ ต้องขับรถข้ามไป แต่อุปสรรคตอนนี้คือ สายน้ำนี้ช่างเชี่ยวกราก แลดูน่ากลัวเสียเหลือเกิน ถึงแม้จะดูไม่กว้างแต่ก็ท่า ทางน่าจะลึกพอสมควรเพราะกระแสน้ำนั้นไหลแรงจนน่ากลัว พวกเราจึงตกลงที่จะลงไปวัด ระดับน้ำกันโดยยึดลำตัว ไว้กับเชือกมะนิลาเส้นเขื่อง และผูกติดกับสายวินช์เจ้าหนูขาวเอาไว้.. โดยค่อย ๆ หย่อนตัวลงไปเรื่อย ๆในสายน้ำนั้น


และก็เป็นไปอย่างที่คิดไว้ เพราะเพียงแค่ 2 เมตรเท่านั้นที่ก้าวย่างลงไป โดย ฉับพลันเพื่อนของนายเอ๋ที่รับอาสาลงไปในครั้งนี้ก็ถูก สายน้ำพัดปลิวออกไปโดยทันทีทันใด !!! พวกเราต้องรีบต้องกดปุ่ม ใช้วินช์ดึงลากกลับมา จากสายน้ำเชี่ยวนั้น โดยทันที ซึ่งเป็นครั้งแรกของพวกเราที่ ต้องใช้วินช์ที่ปกติใช้ลากรถ ต่างกันที่ครั้งนี้ต้องลากคนขึ้นมาจากสายน้ำเชี่ยว… และนี่เองที่ “ม่องพะเล” ได้ยัดเยียดความปราชัย ให้กับพวกเราเป็นครั้งที่สองในวันเดียวกัน ต่างกันที่ ครั้งแรกเป็นเขาชันที่ กองม่องทะ แต่ครั้งนี้เป็น ลำน้ำสายเชี่ยวจากต้นน้ำรันตี … พวกเราต้องล่าถอยออกมาในที่สุด แต่การเข้ามา กองม่องทะ และ ม่องพะเลในครั้งนี้ก็ไม่ได้สร้างความผิดหวังให้กับพวกเราแม้จะเข้าไปไม่ถึงเพราะ สิ่งตอบแทนที่พวกเราได้รับ คือความสวยงามตลอดสองข้างทาง ที่สร้างความเพลิดเพลินแม้ในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ถือได้ว่าเต็มอิ่มเลยทีเดียวสำหรับ แค้มป์ทริปในครั้งนี้


สะพานมอญ หรือสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยามเย็นของวันนั้น ยังคงความสวยงามมีเสน่ห์อย่าง ไม่รู้คลาย ภาพชาวมอญที่เดินกลับบ้านเป็นระยะ ๆ ก่อนที่แสงสว่างสุดท้ายจะพ้นขอบฟ้าของวันนั้น พวกเราหลังจาก ล่าถอยออกมาจาก กองม่องทะ พวกเราได้มาอ้อยอิ่ง ดื่มดับกับทัศนียภาพของสามลำน้ำที่มาประสบกัน จากมุมมองอัน สวยงามของสะพานมอญ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยแรงศรัทธาของชาวบ้านริม สองลำน้ำที่มีต่อ หลวงพ่ออุตตมะ อันเปรียบ เสมือนจุดรวมจิตใจของชาวอำเภอ สังขละบุรี แสงทองที่ทาทับขอบฟ้าอันมาบรรจบกับขอบ เวิ้งน้ำไกล ค่อย ๆ เลือน หายไปทีละน้อย ๆ พร้อมกับระลอกเคลื่อนเล็ก ๆ ที่ถูกพัดพากระเพื่อมมาจาก เรือหางยาวที่วิ่งผ่าน แพน้ำของเราอัน เป็นที่พักผ่อนในคืนนี้ พวกเราเลือกพักกาย จากความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าของวันนี่ ท่ามกลางขุนเขาเขียวขจีที่ล้อม อำเภอสังขละบุรี บนผืนน้ำอันสงบเงียบ ที่มีฉากด้านหลังเป็นสะพานมอญ ที่ทอดยาวห่างจากแพพักไปเพียง ไม่กี่สิบเมตร เสียงเฮฮาจากกลุ่มผู้ชายที่เริ่มดังขึ้น ๆ พร้อมกับการพร่องลงของน้ำสีอำพัน โดยมีกลุ่มผู้หญิงตระเตรียม อาหารอยู่บริเวณหลังแพพักที่ถูกออกแบบมาเป็นสัดเป็นส่วน โดยค่ำคืนนั้นบรรยากาศการสนทนาเป็นไปอย่างออกรส
ในความสวยงามของสถานที่ที่พึ่งไปเยือน และมิตรภาพจากเพื่อนเก่า ที่ไม่ได้พบกันนาน

กลิ่นกาแฟโบราณหอมกรุ่นและปาท่องโก๋ร้อน ๆ ท่ามกลาง ตลาดสดในตอนเช้า โดยมีชาวบ้านเดินขวักไขว่ กันเป็นที่ครึกครื้นยิ่งนัก ปลาจากอ่างตัวโตมีให้เห็นให้เลือกอย่างมากมาย พวกเราเดินเที่ยวตลาดกันในตอนเช้าด้วย ความเพลิดเพลินก่อนที่จะเลือกขึ้นไปเที่ยวยัง บ้าน “ปะไร่โหนก” อันเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ บนหุบเขาสูงที่มีหน่วยงานทั้ง ของรัฐและของเอกชนอย่าง บริษัทการบินไทยที่ขึ้นไปวางผังเมืองใหม่ขึ้นมาทดแทนให้กับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ จากการสร้างเขื่อนเขาแหลม พวกเราเดินทางกันในตอนสาย ๆ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 40 นาทีบนเส้นทางที่เลยขึ้นไปบน เทือกเขาสู่มุ่งผ่านบ้านห้วยกบ และเลยไปสู่ บ้าน “ปะไร่โหนก” ในตอนท้าย หมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่สวยงามอยูท่ามกลางขุนเขาชันที่ ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ มีอ่างเก็บน้ำเล็ก ๆ บนยอดเขา ที่จัดได้ว่าน่าจะเมืองต้นแบบทีเดียว ไม่ว่าการวางผังเมืองทีทำได้ยอดเยี่ยม และองค์ประกอบทางด้านสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นประปาภูเขาหรือแม้แต่ การติดต่อสื่อสารด้วยสัญญาณดาวเทียม เพียงแต่ว่าหมู่บ้านที่ถูกสร้างขึ้นใหม่นี้ เป็นหมู่บ้านที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติป่าเขาที่ยังคงความสมบูรณ์ไว้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ลำธารหรือสายน้ำตก ..


พวกเราย้อนกลับลงมา อำเภอสังขละบุรีเมื่อตอนใกล้เที่ยงเพื่อแวะซื้อเสบียงอาหารกลางวันก่อนแวะเข้าไป เล่นน้ำและทานอาหารเที่ยงกันที่ หน่วยสะเหน่พ่อง อันเป็นด่านปากทางเข้า ทุ่งใหญ่นเรศวร และที่นี่เองที่ทำให้ ทริปแคมป์คาร์ของพวกเรากลายเป็นทริปออฟโรดขนาด 5 ดาวกันในที่สุด… สภาพเส้นทางตอนช่วงแรกที่เข้าไป ค่อนเข้าเงียบเหงาอาจจะเป็นเพราะว่า ช่วงนี้เส้นทานด่านสะเหน่พ่อง นี้จะปิดลงสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางเข้าป่า ทุ่งใหญ่นเรศวร แต่พวกเราต้องการ เพียงแค่ไปแวะทานอาหารเที่ยง และเพลิดเพลินชื่นธรรมชาติในลำน้ำสวยที่ด่าน เท่านั้น ถึงแม้ผิวทางจะค่อนข้างชุ่มชื้นเพราะสายฝนที่ตกพรำ ๆ มาตอนช่วงเช้า ซึ่งทำให้พวกเราลื่นไถลกันเล็ก ๆน้อย เมื่อช่วงลงเขาก่อนที่จะข้ามลำน้ำที่สะเหน่พ่อง ระดับยามนี้จัดได้ว่าสูงพอควรเมื่อยามต้นฝนแบบนี้ ระดับน้ำลึกประมาณ 1 เมตรกว่า ๆ ทำให้พวกเราข้ามกันไปได้ทั้งหมด อย่างไม่ลำบากนัก เพื่อทานอาหารเที่ยงใน บรรยากาศสวย ๆ ในช่วงขากลับ โดยไม่ลืมที่จะแวะเล่นน้ำในลำห้วยกันด้วยความสนุกสนานครื้นเครง โดยที่พวกเรา ต้องรีบขึ้นจากลำน้ำ เมื่อเริ่มเห็นเมฆฝนที่ตั้งครึ้มมาแบบน่ากลัว ด้วยเกรงว่า ถ้าฝนลงหนักตอนขากลับนี้ คงจะไม่เป็น ผลดีกับพวกเราแน่ ๆ ในครั้งนี้เพราะ เจ้าปาเจโรของพี่รงค์มีเพียง แค่ยางมัดเทอเรนธรรมดา เท่านั้น และก็เป็นไปอย่าง ที่พวกเรากังวล เมื่อพวกเราเริ่มเคลื่อนขบวนกันออกมา ฝนห่าใหญ่ก็ได้ตกลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตา น้ำขุ่นคลักสีแดงก็ เริ่มไหลลงมาตามร่องล้อ พร้อมพัดพาตะกอนดินโคลน ลงมาทะลักทะลายหนาเต็มผิวทาง ถึงแม้ด้วยประสบการณ์ ขนาดที่พี่ณรงค์ที่จัดได้ว่า ไม่เป็นรองใครก็ต้องยอมแพ้ต่อความชัน และลื่นของผิวดินหนังหมูแบบนี้ แค่เพียง 30 เมตรกว่า ๆ เท่านั้น เจ้าปาเจโร่ 3 ประตู ที่มี ยาง BF Mudterrain ขนาด 31 นิ้วพร้อมด้วยเครื่อง V6 3000 cc ก็ต้องหมดสภาพอยู่กลางร่องเขาชันนี่เอง พวกเราจึงจัดขบวนใหม่ ให้เจ้ากระทิงโทน หรือ LN106 พร้อมด้วย ยางมัดเทอเรนขนาด 33 นิ้วปั่นขึ้นไปก่อน แต่ถึงกระนั้นก็ตามด้วยสภาพฝนฟ้าที่กระหน่ำลงมาอย่างหนักตอนนี้ และความชันของเนินเขาลูกนี้ก็ทำให้ เจ้าคานแข็งตระกูลดังก็ต้องสิ้นท่าลงตรงกลางเนินนั่นเอง … พวกเราต้องลงมาใส่บูท สวมถุงมือ ตะโกนโวกเหวก เรียกหาอุปกรณ์กันอย่างนึกไม่ถึง เสียงกรอของรอกวินช์ บูรพา ในปีนี้ เกิดขึ้นแล้วโดยเจ้ากระทิงโทน ที่สะเหน่พ่อง ยามฝนฟ้ากระหน่ำวันนี้ เจ้ากระทิงโทนใช้เวลาเป็นชั่วโมงกว่า จะดึงตัวเองขึ้นไปบนยอดเนินได้ แต่เท่านั้นยังไม่พอ เพราะยังมี ปาเจโร่ อีกหนึ่งคันที่ไม่สามารถส่งตัวเองขึ้นมาได้ จึงต้องให้ เจ้ากระทิงโทน ยึดตำแหน่งหน้ารถไว้ด้วยวินช์ โดยให้ผมควบเจ้าหนูขาวขึ้นมาประกบคู่เจ้าปาเจโร่คันงาม
ก่อนที่จะใช้กันชนท้ายของกระทิงโทน เป็นจุดยึดสแนทช์บล๊อก สำหรับให้เจ้าหนูขาว วินช์ปาเจโร่ที่อยู่ข้าง ๆ ให้ขึ้นไป บนเนิน… พวกเราใช้เวลากันที่เนินชันนี้เกือบ 5 ชั่วโมงเต็ม ในการพาเจ้ากระทิงโทนและ ปาเจโร่ 3 ประตู ขึ้นไปสู่บน ยอดเนินได้ พวกเราไม่มีทางเลือกให้มากนักในอุปสรรคครั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นจุดวินช์ หรือลายน์ในการหาจังหวะเข้าช่วย เหลือซึ่งกันและกันทุกอย่างทำได้อย่างลำบากยากเย็น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องยกเครดิตให้กับ พี่เข้ม ที่เป็นคนวางแผนโดยมี พวกเราทุกคน เข้าช่วยเหลือกันเพื่อแข่งขัน กับเวลาที่น้อยลงไป ๆ ทุกขณะ สุดท้ายเม ื่อมาถึงคิวเจ้าหนูขาว ที่พยายามที่ ขึ้นมาให้ได้แบบม้วนเดียวจบ ก็ต้องพลาดท่า อย่างหมดรูป เมื่อเจ้าหนูขาว ที่กระโจนขึ้นมาด้วยพลัง 1KZ กับยาง Simax 34 แต่ดันพลาดท่าตะแคง คร่องขวางร่องล้อในจังหวะที่กำลังพยายามกระโจนขึ้นเนินอยู่นั้น ก็มีเสียงดัง กริ๊งงงง อัน เปรียบเสมือน สัญญาณบอกเวลาสิ้นสุดสำหรับเจ้าหนูขาวพร้อม ๆ กับการถอยหลังครูดลงมาจากกลางเนินโดยมี ท่อนเพลากลาง ปักอยู่ในร่องให้เห็นอยู่ข้างหน้าเป็นการตอกย้ำถึงการสิ้นสุดของเจ้าหนูขาวในทริปนี้ … ผมค่อย ๆ เดินลงจากรถพร้อมทั้งตะโกน บอกพรรคพวกที่ยังอยู่บนยอดเนินว่า “เพลาขาดโว๊ย” พี่รงค์บอกปลอบใจผมว่า “ไม่เป็นไร วิ่งมันแค่สองล้อหน้าก็ได้” หลังจากที่ได้เห็นว่าเพลากลางของผมได้ขาดออกจากกันบริเวณจุด Joint นั่นเอง แต่โดยสภาพของเจ้าหนูขาวตอนนี้ไม่สามารถทำอะไรได้ถนัดนักกับใต้ท้องรถ จึงจำเป็นต้องใช้วินช์กว้าน ตัวเองขึ้นมาจากข้างล่างจนมาถึงบนยอดเนิน ถึงให้ กระทิงโทนกลับรถลงมาช่วยอีกแรง จนเมื่อขึ้นไปถึงบนยอดเนิน นั่นแหละที่เราถึงสามารถถอดเพลากลางออกมาแล้วถึงวิ่งต่อออกไป มาถึงตอนนี้เจ้าหนูขาวกลายสภาพมาเปรียบ สเมือนเป็นรถเก๋ง ที่ขับเคลื่อนได้เพียง แต่เพลาหน้าอย่างเดียวเท่านั้น จากที่ตั้งใจมาแวะกินข้าวเมื่อตอนเที่ยงที่หน่วย สะเหน่พ่องกลับกลายที่ทำให้พวกเราต้องเผชิญกับความโหดร้ายบนเส้นทางออกเกือบ 7 ชั่วโมงเต็มแต่เพียงแค่เนินยาว 200 เมตรนั้น เป็นเวลาพลบค่ำ ที่พวกเราสามารถย้อนออกมา ที่สังขละบุรีได้ เรียกได้ว่าเกือบจะรุ่งเช้าของวันใหม่เลยที เดียวสำหรับการเดินทางกลับ จากแค้มป์คาร์ในทริปนี้ แต่ผลสุดท้ายก็ถูกสั่งลาด้วยเส้นทางออฟโรดขนาด 5 ดาวกันในที่สุด มาถึงตอนนี้หลาย ๆ คนในกลุ่มได้คงได้บอกกับตัวเองว่า .. ฝนนี้ไม่ธรรมดาเป็นแน่แท้ สำหรับทริป นี้คงต้องฝากไว้ก่อนกับ “กองม่องทะ” และ “ม่องพะเล” ที่มีความสวยงามไม่แพ้ป่าที่ไหน ที่รอพวกเรากลับไปเยือน อีกครั้งเมื่อพร้อมกว่านี้ สำหรับทริปนี้สวัสดีครับ

23 มิถุนายน 2646
หนูขาว


เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นเลยครับ

 ความเห็น: บ้านผมเองคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบสุดยอดไหม จากเด็กป่า

 ชื่อ: โจ่สีโพ่  (13/3/2551)

 ความเห็น: สงสารเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่กองม่องทะทั้งครู-หมออนามัยลำบากสุดๆน่าเห็นใจมากๆ

 ชื่อ: คนหลวงด้วยกัน  (23/1/2551)

 ความเห็น: ได้ใจเลยพี่ ธรรมชาติสุดๆ

 ชื่อ: 146*8  (21/11/2550)

 ความเห็น: สวยดีพ่อชอบ

 ชื่อ: yim  (23/5/2550)

 ความเห็น:

 ชื่อ:   (23/6/2549)

 ความเห็น: ขอแผนที่บ้างคับ

 ชื่อ: 4x4=2500cc  (2/12/2548)

 ความเห็น: สนุกมากครับ(แต่อยากทราบข้อมูลการเดินทางไปกองม่องทะปี 2548)

 ชื่อ: วิพัฒน์  (22/10/2548)

 ความเห็น: เดินไปสนุกมากจริงๆนะครับ เอารถไปลุยมากๆสงสารรถ และชาวบ้านก็ค่อนข้างมีปฎิกิริยาด้วยเพราะเขาซ่อมทางด้วยแรงมือ

 ชื่อ: ภูพิมาน  (22/9/2548)

 ความเห็น: เดินไปก็สนุกนะคะ ลองดูสิคะ

 ชื่อ: จากคนเคยลองมาแล้ว^_^  (12/9/2548)

 ความเห็น: ผมด้วยครับ

 ชื่อ: art2b  (10/7/2548)

 ความเห็น: เจ่งสุดๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆไปเลย

 ชื่อ: โจ่โหว่  (10/7/2548)


ความเห็น :     
 
ชื่อ :   

 


Home | Bicycle | Offroad | Fishing | Radio Control | GPS Corner | Second hand | Member area
Copyright © 2000, www.WeekendHobby.com, All right reserved.

Contact Webmaster