พหลโยธินขาออกของคืนนั้น
ไม่คับคั่งจอแจเท่าไรนัก ถึงแม้จะเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์หลายวันก็ตามที
รถกระบะสีขาวคันโต หลาย คันวิ่งตามกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
พร้อม ๆ กับเสียงวิทยุสื่อสารที่พูดคุยกันอย่างครื้นเครง พวกเราหลาย
ๆ คนตื่นเต้นนัก ตั้งแต่ที่รู้ว่าจุดมุ่งหมายทริปนี้ของเราคือที่ใด
โดยเฉพาะผมนั้นให้ความสำคัญกับทริปนี้เป็นพิเศษ ทั้งการเตรียมพร้อมของรถและคน
เพื่อให้ทริปนี้เป็นทริปที่พวกเราจะต้องจดจำกันในบันทึกบูรพาอีกนานเท่านาน
ครับ ขบวนออฟโรดที่วิ่งกันอยู่เพียงไม่กี่คันในคืนนั้น กำลังวิ่งหน้าไปสู่สายน้ำที่ถือได้ว่าทั้งเปล่าเปลี่ยว
อาภัพ เหมือนต้องมนต์สาบให้อยู่ท่ามกลางการรบราฆ่าฝัน ทั้งที่มันจัดได้ว่าเป็นสายน้ำที่
สวยงามมากที่สุดแห่งเทือกเขาตะนาวศรีก็ตาม .. เรากำลังจะไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของสายน้ำ
.. สาละวิน

เสียงรถที่วิ่งผ่านเปลนอนของพวกเราเพียงไม่กี่เมตรในอุทยานแห่งชาติ
ลานสาง ปลุกพวกเราในตื่นขึ้นจากการงีบหลับในช่วง เวลาสั้น ๆ เมื่อพวกเรามาถึงในตอนเข้าตรู่
โดยมี พี่โชติ หนึ่งในสมาชิก ได้มารอพวกเราแล้วตั้งแต่ เที่ยงวัน
เพื่อที่จะร่วมขบวนไปด้วยกัน ทางเส้นทางแม่สอด แม่ระมาด ตามที่นัดหมายเอาไว้
อากาศยามเช้าตอนนี้สดใสยิ่งนัก มีสายหมอกบาง ๆ ในบางช่วงระหว่างหุบเขาสอง
ข้างทางที่พวกเรามุ่งหน้าสู่อำเภอ แม่สอด ในการเดินทางครั้งนี้ พวกเราได้มีโอกาสต้อนรับเพื่อนใหม่ที่เข้าร่วมเดินทางด้วย
โดยเดินทางมาจากลพบุรี ตั้งแต่เมื่อคืน หรือ พี่เปี๊ยก (เขาสามยอด)
ที่มากล้นไปด้วยน้ำใจแก่พวกเราชาวออฟโรดรุ่นน้อง บนเส้นทางระหว่างแม่สอด
ไปแม่ระมาดนั้น ยังคงมีรถราวิ่งกันขวักไขว่ กันไปมา ทั้งชาวบ้าน
ที่ออกมาจับจ่ายกันในยามเช้า ที่มีให้เห็นสองข้างทาง จนเริ่มจะบางตาลงไปเมื่อพวกเราเริ่มเข้าสู่เขต
อำเภอท่าสองยางที่ไม่ค่อยมีผู้คนให้ เห็นมากนัก จักมีเพียงก็แต่
ชาวมอญ หรือพม่าเท่านั้นที่เดินเทินของกันเป็นกลุ่ม ๆ ให้เห็นอยู่เป็นระยะ
หลาย ๆ คนในขบวนเรื่มวิทยุกัน ไปมาด้วยน้ำเสียงแห่งความกังวล ในความปลอดภัยเมื่อต้องวิ่งผ่าน
หมู่บ้านอพยพ ท่าสองยางที่มีให้เห็นอยู่ตามไหล่เขา ติด ๆ กัน นับได้
เป็นหลายพัน หลังคาเรือนเลยทีเดียว แม้จะมีด่าน ตชด ให้ต้องวิ่งผ่านอยู่เป็นระยะ
ๆ ก็ตาม บริเวณด้านซ้ายของเราตอนนี้เป็นสายน้ำเมย ที่ดูสงบนิ่ง เสมือนสภาวะการสู้รบของสองฝั่งน้ำ
ที่ดูแล้วก็สงบเฉกเช่นเดียวกัน บนเส้นทางท่าสองยาง ไปยัง สบเมยในช่วงนี้ไม่ค่อยดีนัก
หลายช่วงต้องเหลือเพียงเลนเดียวเพราะคันตลิ่งที่พังทลายลงไปสู่หุบเหวที่อยู่ด้านล่าง
โคลนถล่มจากหน้าผายังคงทิ้งร่องรอยให้เห็นอยู่ เป็นระยะ เรียกได้ว่า
ประมาทไม่ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว จนล่วงเข้าสู่ เขตอำเภอแม่สะเรียงนั่นแหละถนนหนทางถึงเริ่มจะอยู่ในสภาพที่ดี

อาหารรสอร่อยที่อดไม่ได้ที่ต้องแนะนำที่ร้าน อินทิรา ที่อำเภอแม่สะเรียงที่ทำให้พวกเราต้องแวะกินทั้งไปและกลับ
เป็นที่แวะ พักสุดท้ายก่อนเข้าอุทยานแห่งชาติสาละวิน จากตัวอำเภอวิ่งข้ามลำห้วยแม่สะเรียงลัดเลาะไปตามถนน
ซีเมนต์เส้นเล็ก ๆ ในหมู่บ้านตาม ป้ายบอกทางอุทยานแห่งชาติอีก 6
กิโลเมตรนั้นพาเรามาบรรจบที่หน้าด่านของอุทยานพร้อมกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่รอต้อนรับพวกเราด้วยที
ท่าแห่งความเป็นมิตรพร้องคำพูดที่ว่า สวัสดีครับ ยินดีต้องรับ คณะออฟโรดทุดท่านสู่อุทยานแห่งชาติสาละวิน
จนพวกเราหลาย ๆ คนถึงกับแปลกใจในการต้อนรับขับสู่ที่ไม่ค่อยได้เห็นนักในวิถีการเดินทางของพวกเรา
แม้กระทั่งคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อ รถ Honda CRV คันเก่งของประธานกลุ่มของเราที่ว่า
คันนี้ก็ไปได้ครับ แต่ระมัดระวังหน่อยนะครับ เวลาข้ามลำห้วย ส่วนนอกนั้นสบาย
เส้นทางแห่งความทรงจำของพวกเราเริ่มต้นเมื่อต้องผ่านกองไม้ของกลางกองโต
ที่วางทับซ้อนกันเป็นภูเขาเลากา ที่มีให้เป็นเป็นระยะ ๆ เมื่อต้องเริ่มเข้าสู่เส้นทางที่ลัดเลาะไปตามสันเขา
โดยสภาพเส้นทางเป็นเพียงดินลูกรังที่ผ่านการปรับแต่งกันเป็นช่วง
ๆ หลังฤดูฝนผ่านพ้น ไป ป่าโดยรอบข้างส่วนมากจะเป็นต้นสักที่ไม่ใหญ่โตเท่าไรนัก
ขึ้นสลับซับแซมกับไม้ป่าดินเขา ที่เริ่มผลิใบออกเป็นสีสรรแต้มแต่ง
ฤดูกาล ให้เห็นไปทั้งราวป่า เมื่อข้ามเขาลูกแรกพวกเราก็ลัดเลาะลงสู่หุบเขาด้านล่างที่มีสายน้ำใสไหลเย็นท่ามกลางแมกไม้เขียวจขจีใน
ป่าลึกแบบนี้ เสียงอุทานเซ็งแซ่แว่วมาได้ยินทางวิทยุตลอดเวลาที่ต้องวิ่งลงไปในลำห้วยสายเล็ก
ๆ ที่ถูกขนาบไว้ด้วยคันดินที่ถูกปกคลุม ไว้ด้วย มอสเฟิร์นเขียวขจี
เส้นทางไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรในหน้านี้ แต่ถ้าเป็นหน้าฝนคงจัดเป็นระดับห้าดาวทีเดียวกับซ้ายผา
ขวาเหว ของเส้นทางนี้ เจ้าหนูขาว และอีกหลาย ๆ คันเลือกใช้เกียร์
4H สำหรับเส้นทางนี้ แต่ที่ทำให้แปลกใจกันในทีหลังก็คือมีบางคนใช้เพียง
2 ล้อหลัง เท่านั้น !!!

สักครึ่งทางเห็นจะได้ เมื่อขบวนของพวกเราวิ่งผ่านไม้กั้นที่ถูกยกขึ้น
เมื่อพวกเราวิ่งผ่านใจกลางหมู่บ้านศูนย์อพยพที่ตั้งอยู่ ท่ามกลางขุนเขารอบด้าน
โดยบรรยากาศบ่ายคล้อยในยามนั้น ที่มีเพียงแสงแดดอ่อน ๆ ที่ส่องผ่านทะลุยอดไม้ลงมาสะท้อน
แสงระยิบระยับ กับสายน้ำเล็ก ๆ ที่ไหลผ่านใจกลางหมู่บ้าน เด็ก ๆ
ศุนย์อพยพพากันวิ่งลงมาทักทายพวกเรา ที่วิ่งมาจอดเรียงรายกันใน หมู่บ้าน
พวกเราหลายคนหยิบยื่นน้ำไจไมตรีแก่พวกเด็ก ๆ ด้วยขนมห่อใหญ่ ที่วิ่งมารายล้อมพวกเรา
ผมนึกแล้วสะท้อนใจอย่างไรบอก ไม่ถูกเมื่อยังคงมองเห็นร่องรอยของความโหดร้ายจากน้ำป่าที่ไหลพัดพากลืนเอาชีวิตชาวศูนย์อพยพแห่งนี้เมื่อไม่กี่ปีก่อน
ซุงท่อนโต ๆ และร่องรอยการทรุดตัวของตลิ่งจากสายน้ำป่า ยืนยันถึงความโหดร้ายนั้นได้ดี
ต่างกันเพียงแต่ว่ายามนี้พวกเขาต่างพากันตั้งบ้านเรื่อนสูง ขึ้นไปตามเนินเขาเตี้ย
ๆ ที่ไม่ห่างออกไปเท่าไรนัก หลังจากหยุดแวะพักถ่ายรูปกันครู่ใหญ่
พวกเราก็วิ่งเลยต่อเข้าไปในป่า ตามเส้นทาง ที่ส่วนใหญ่เป็นลำห้วยสายเล็ก
ๆ บางครั้งต้องวิ่งไปตามลำห้วยระยะหนึ่งถึงหาทางตัดขึ้นไปยังเส้นทางหลักที่ขนาบอยู่สองข้างทาง
นาข้าว ตอนนี้ถูกเก็บเกี่ยวไปจนหมดแล้ว เหลือเพียงจำพวกพืชตระกูลถั่วหรือแตงที่ปลุกคั่นฤดูกาลให้เห็นอยู่เป็นระยะ
ๆ จนได้เวลาพลบค่ำนั่น แหละพวกเราก็ได้มาถึงบริเวณ บ้านท่าตาฝั่ง
ก่อนที่จะแยกซ้ายลงไปเขตอุทยานแห่งชาติ ริมน้ำสาละวิน
ยู อยู่มั๊ยจ๊ะ ช่วยไปตามให้หน่อย บอกเค้าว่า พี่รส มา
เสียงบอกสัมทับกับเจ้าหน้าที่คนอื่นถึงเพื่อนเก่าครั้งสมัยที่ ม้ากระโดด
มาเยือนที่นี่เพียงคันเดียว ไล่เลี่ยกันไม่นานนัก ชายร่างสันทัด
ผิวดำแดงออกมาทักทายด้วยรอยยิ้มสีแดงจาการกินหมากเป็นอาจิน พร้อม
ทั้งต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีสำหรับที่หลับที่นอนให้แก่ชาวบูรพาออฟโรดในค่ำคืนนี้
ห้องน้ำ ห้องท่า ห้องพักหลายห้องถูกเปิดไขกุญแจ หลายคนเลือกนอนกันบนสนามหญ้าพร้อมเต๊นท์หลังโตสีสวย
นักท่องเที่ยวกลุ่มอื่นมีให้เห็นอย่าง หนาตา บางกลุ่มถึงกับลงไปสัมผัส
บรรยากาศบนหาดทรายริมสายน้ำเลยทีเดียว ค่ำคืนนี้ไม่ถึงกับหนาวเกินไปนัก
จากมุมมองที่เราพักนอน สามารถมองเห็นคุ้งน้ำ สาละวินจากมุมสูง ป่าเขียวขจีทั้งสองด้านและหาดทรายขาวที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตามันช่างเหนือคำบรรยายเลยที
เดียวสำหรับลำน้ำสายนี้ ดาวเต็มฟ้าที่เหมือนจะอยู่ห่างออกไปไม่ไกลพร้อมเสียงคำร้องทำนองเบา
ๆ จากกีต้าโปร่งเพราะ ๆ ด้วย ทำนองเศร้าศร้อยที่ว่า
..
น้ำ .. เย็นยะเยือก .. จากเทือกเขา .. หิมาลัย .. ไหลเชี่ยวเลี้ยวลดไหลไป
.. กำเหนิดเกิดสาย . ..... สาละวิน
เมื่อหิมะละลาย ... กลายเป็นสายธารา
..จากเขาสูงเสียดฟ้า ... ไหลลงมา สู่ อันดามัน .. ผ่านแผ่นดินหลากหลาย
... ผ่านคนมากมายเผ่าพันธ์ ล้านล้านเม้ดน้ำรวมกัน ... เป็นหนึ่งเดียวนั้น
.... สาละวิน ..

สอยหมอกบาง ๆ ที่ทอดตัวลงต่ำถึงผิวน้ำถูกไล่ให้จางหายไปทีละเล็กละน้อยด้วยแสงตะวันยามเช้าที่ส่องลงมาสัมผัสผืนน้ำ
และผืนทรายเสมือนว่าเป็นปลายพู่กันจากธรรมชาติที่แต้มแต่งให้มนุษย์โลกได้จักสำเหนียกแห่งความหัศจรรย์ของธรรมชาติในยามนี้
นักท่องเที่ยวหลายคนถึงกับอดไม่ไหวที่ต้องวาดปลายสีสันด้วยภู่กันลงบนผืนผ้าใบที่ตะเตรียมมาอย่างพร้อมสรรพ
พวกเราต่างพากัน วิ่งลัดเลาะไปตามพื้นหาดทรายอันละเอียดยิบ เพื่อเก็บบันทึกความทรงจำไว้ด้วยเทคโนโลยี่ของคนเมือง
จนล่วงเข้าสาย ๆ นั่นแหละถึง ได้พากันนั่งล่องเรือหางยาว ฝ่าสายน้ำอันเย็นยะเยือก
ภายใต้ธงไตรรงค์ที่ปลิวสะบัด ยามที่เรือวิ่งลัดเลาะไปตามสายน้ำ บ้านท่าตาฝั่ง
และโรงพักโบราณที่สร้างมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกยังคงเป็นจุดสนใจให้กับนักท่องเที่ยวเสมอยามที่นั่งเรือหางยาวตามลำน้ำ
หลาย ๆ คันทราบมาว่าวิ่งมาจากแถว ๆ สบเมยด้วยเวลาไม่นานนัก พวกเราอ้อยอิ่งกับลำน้ำสาละวินจนถึงเที่ยง
ถึงได้ล่ำลากับ ยู เจ้าหน้าที่พิทักษ์ ที่เป็นลูกบ้านท่าตาฝั่งแต่กำเนิด
พร้อมกับของฝากจากทะเลถุงโต พร้อมกับคำว่า ไปก่อนนะ ยู
ไว้ปีหน้าจะมาใหม่
สำหรับตอนนี้คงหมดลงสำหรับสาละวิน แล้วรอพบกับตอนหน้า กับแม่น้ำที่สวยที่สุดในใจผม
แม่น้ำเงา ที่พวกเราเดินทางไปกันต่อ เมื่อออกจากสาละวิน
สำหรับทริปนี้สวัสดีครับ
หนูขาว
9 ธันวาคม 2546
.. น้ำ .. เย็นยะเยือก .. จากเทือกเขา
.. หิมาลัย .. ไหลเชี่ยวเลี้ยวลดไหลไป .. กำเหนิดเกิดสาย . .....
สาละวิน
เมื่อหิมะละลาย ... กลายเป็นสายธารา ..จากเขาสูงเสียดฟ้า
... ไหลลงมา สู่ อันดามัน .. ผ่านแผ่นดินหลากหลาย ... ผ่านคนมากมายเผ่าพันธ์
ล้านล้านเม้ดน้ำรวมกัน ... เป็นหนึ่งเดียวนั้น .... สาละวิน