ทริปนี้จัดเป็นทริปแรกในการเบิกร่องสู่วสันต์ฤดู
ที่หลาย ๆคน ต่างตั้งหน้าตั้งตารอคอย เพื่อให้ได้จักสัมผัสกับความ
ชุ่มฉ่ำชื้นของผืนป่ายามฝนฉ่ำฟ้า
พวกเราชาวบูรพาออฟโรดมีนัดกันยังผืนป่าทับลานอันเป็นผืนป่าใหญ่ที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ทั้งพรรณ
ไม้นานาพรรณและสัตว์ป่าหลากหลายชนิด หมายครั้งนี้เป็นครั้งที่สองของพวกเรา
โดยที่ครั้งแรกเป็นการชักชวนและชักนำโดย ทางกลุ่มเพื่อนไพรเมือครั้งกลาง
ฤดูฝนเช่นกัน ต่างกันแต่ครั้งนี้มีเพียงพวกเราเพียง 4 คันเท่านั้นที่กลับมาย้อนรอยดิบอีกครั้งหนึ่งเพื่อ
ระลึกถึงความสมบูรณ์ของพงไพรในครั้งก่อน ทับสังกะสี อยู่ในเขต บ้านวังทะลุ
ตำบล แก่งดินสอ หรือในจังหวัด ปราจีนบุรีนี่เอง
ตลาดสดหรือตลาดชุมชนตอนเช้า ๆ ตามสถานที่พวกเราแวะเข้าไปตระเตรียมเสบียงอาหารก่อนเข้าป่านั้น
จัดเป็นรายการ ที่พวกเราไม่อยากมองข้ามไป เพราะเป็นเสมือนเป็นการท่องเที่ยวที่นัยหนึ่ง
กับบรรยากาศที่แตกต่างจากห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่โต ที่รายล้อมรอบตัวเราในวิถีคนเมือง
เฉกเช่นทุกวันนี้ ของสด ๆ ราคาถูก กับบรรยากาศแห่งมิตรภาพของการซื้อขาย
ระหว่างชาวบ้านท้องถิ่นกับ อะคันตุกะแปลกหน้าที่มาพร้อมกันกับ รถคันโต
ๆ หลาย ๆ คัน ก่อนเข้าป่าทับลานในครั้งนี้ พวกเราแวะ รับเจ้าหน้าที่ป่าไม้
และลุงแพงซึ่งเป็นชาวบ้านวังทะลุมาทำหน้าที่เป็นคนนำทางให้กับพวกเราในทริปนี้
" หลังจากพวกพี่มากันในปีที่แล้วก็ไม่มีใครมาอีกเลยนะ
" เสียงบอกเล่าทักทายจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ที่ยังจำพวกเราได้
สร้างความประหลาดใจให้กับเราเล็กน้อย
ที่ไม่มีใครมายังที่นี่เลย แม้ด้วยเส้นทางเพียง 4 กิโลเมตร ในป่าจะเป็นระยะทางที่สั้นนิด
เดียวแต่ก็จัดเป็นเส้นทางที่สนุกพอสมควร มีทั้งร่องน้ำแคบขวางหน้าและ
ร่องน้ำเซาะที่จากเนินชัน แต่อุปสรรคเหล่านี้ไม่ได้สร้าง ความหนักใจให้กับพวกเราแต่อย่างใด
นอกจากเสียจากความรกทึบของป่าที่มี ไม้ล้มลุก เถาวัลย์เส้นโตที่พาดพันกันเป็นซุ้มหนาทึบ
เปรียบเสมือนม่านแพรไพรที่ขวางหน้าเราอยู่เป็นระยะ ๆ เจ้ากบแดง (ดำ)
ของเราถึงกับต้อง เสียสน๊ฮกเกิลทั้งท่อนไปกับเจ้าม่านแพร ไพรเหล่านี้
เส้นทางที่เราเข้าไปนี้ไม่สามารถวิ่งไปจนถึง ทับสังกะสีได้เพราะอุปสรรคเป็นคลองน้ำลึกที่ต้องใช้สะพานเท่านั้นถึงจะ
ผ่านไปได้ พวกเราจึงเปลี่นไปใช้เส้นทางแยกขวาลงป่ารก ไปสู่ผืนหินกว้างกลางสายน้ำอันเป็นที่พักแรม
ของเราในคืนนี้ด้วย
พวกเรามาถึงกันในยามแดดอ่อน ๆ กับบรรยากาศร้อนอบอ้าวก่อนฝนห่าใหญ่จะลงมา
หลาย ๆ คนโผลงไปแช่ความฉ่ำ เย็นของลำธารสายกว้าง บางคนก็สาละวนกับหุงหาอาหารสำหรับมื้อเย็นที่
ประกอบไปด้วย แกงป่า รสเด็ดเป็นเมนูเอกประจำค่ำคืนนี้
ซึ่งก็เป็นไปตามคาดสำหรับค่ำคืนนี้ ที่ฝนห่าใหญ่ได้ตกลงมาในตอนย่ำค่ำ
ฟลายชีตผืนใหญ่หลายผืนกางซ้อนทับกันไปมาจนแม้ กระทั่งละอองฝนก็ไม่สามารถเล็ดลอดผ่านเข้ามาได้
ตกตอนดึกนั่นแหละ ฝนถึงได้จางหายไปพร้อม ๆ กับหลาย ๆคนที่ทะยอยกัน
เข้านอนกันแต่หัวค่ำ อาจจะเป็นเพราะอิ่มสบายจากมื้อเย็นสุดอร่อยหรือไม่ก็อิ่มสุขกับบรรยากาศริมลำธารสายนี้



พอแสงแดงเริ่มลามแค้มป์พัก
พวกเราก็เคลื่อนขบวนออกมาสู่ชายป่า โดยใช้อีกเส้นทางหนึ่งมุ่งหน้าสู่
" เขาเจดีย์ " อันเป็น
สิ่งมหัสจรรย์ที่น้อยคนนักจะได้เคยมาเห็น
พวกเราข้ามลำห้วยเล็ก ๆ ร่มรื่นมาอีกลำห้วย ลัดเลาะไปตามไร่รกร้าง
ผ่านแนวป่ายูคา จนมาออกที่ตีนเขาเล็ก ๆ อีกลูกหนึ่งที่เห็นอยู่ไม่ไกล
มาถึงตอนนี้ พวกเราต้องหยุดขบวน เพื่อทำการดูอาการ เจ้าจิงโจ้ป่าที่น้ำมันเกียร์
รั่วออกมาเป็นระยะ ๆ โดยหลังจากทำการแก้ไขแล้ว พวกเราเปลี่ยนจากเส้นทางออฟโรด
มาเป็นเส้นทางเดินเท้า ผ่านทุ่งหญ้าสูงท่วม หัวมาได้สักพักก็เรื่มเป็นป่าดิบเขาที่ต้องปีนป่ายเนินชัน
ขึ้นไปตามหน้าผาชัน แต่ยังคงร่มรื่นด้วยผืนป่าดิบที่ยังคงความชุ่มชื้นไปทั้ง
บริเวณ "
บนเขาเจดีย์นี้มีคนมาไม่มากนัก
" ลุงแพงบอกกับพวกเราถึงที่หมายที่เราจะขึ้นไป ให้เห็นนั้นว่ามันเป็นอย่างไร
พวกเราปีน ป่ายไปตามร่องเขาชันไปสักครู่ใหญ่ก็มาถึงที่หมาย ....
ก้อนหินก้อนใหญ่ประมาณ บ้านชั้นเดียวหลังย่อม ๆ ที่บริเวณผิวมีลักษณะเป็น
เกล็ดปลาเคลือบอยู่ด้านนอก... ดูไปแล้วก็น่าอัศจรรย์อยู่ทีเดียวว่า
มันมาอยู่บนยอดเขานี่ได้อย่างไร
พวกเราต่างเดินรายล้อมวินิจเพ่งดู ความอัศจรรย์นี้กันครู่ใหญ่พร้อมทั้งหาคำตอบอยู่ในใจว่า
เป็นไปได้อย่างไร ..... " เคยมีคนเก็บพระได้และลงไปขายได้หลายตังค์อยู่
" เจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าบอกกับพวกเราถึงเรื่องราวแปลก
ๆ ที่ผ่านมาจากชาวบ้านอีกที และที่น่าอัศจจรย์มากไปกว่านั้นก็คือ
เมื่อพวกเรา ขึ้นไปจนถึง ยอดเขาเจดีย์ ฝนได้ตกลงมาพอดี และได้จางหายไปเมื่อพวกเราเริ่มเคลื่อนขบวนลงเขาในช่วงขากลับ
ทริปนี้จัดเป็นทริปสั้น ๆ สบาย ๆ แต่สนุกพอสมควรแก่พวกเรา เหมือนกับเป็นการเรียกน้ำย่อยให้กับ
ทริปหนัก ๆ ในเวลา อันใกล้นี้
สำหรับทริปนี้สวัสดีครับ
หนูขาว
26 พค 46