จากคำบอกเล่าของเพื่อน ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวของ มติชน และ โมเดิร์น
9 ทีวี ที่ จ.ราชบุรี ทำให้ต้องพิสูจน์ ว่าสวยจริงหรือไม่ ตามที่เขาบอกกล่าวเล่าขานว่า
เชียงใหม่ภาคกลาง หรืออะไรทำนองนั้น เหมาะสำหรับคนที่อยากสัมผัสบรรยายกาศภาคเหนือ
แต่เดินทางด้วยระยะทางรถยนต์เพียง ร้อยกิโลเมตรเศษๆ จากกรุงเทพมหานคร
ด้วยระยะเวลาสั้นๆที่อยู่บนเชิงเขา บ้านผาตาก อ.สวนผึ้ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยว
น้ำตก 9 ชั้น เวลา 08.00 น.ของวันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน 2546 อันเป็นจุด
สตาร์ท ล้อหมุนก่อนเข้าสู่ทางดินลูกรังสภาพเปียกชื้นเหมือนภาคกลางแถบ
จ.กาญจนบุรี 17 กิโลเมตร ด้วยรถยนต์มาสด้า ไฟท์เตอร์ โฟว์วิล ยกสูง
4 นิ้ว ยาง GOODYEAR WRANGLER MT/R 33X12.50 R15 LT มี ผู้โดยสารประกอบด้วย
อาจารย์สัมฤทธิ์ เจ้าของธุรกิจเห็ดหอมส่งออก และบริโภคในประเทศ ที่มีชื่อของประเทศไทย
ก่อนออกเดินทาง อาจารย์สัมฤทธิ์ ได้อภินันทนาการรับรองมื้อเช้าให้
ด้วยเมนูอาหารจานเด็ด ที่ปรุงจากเห็ดหอมทุกชนิด จากเห็ดหอมยำ ต้มยำเห็ดหอม
เห็ดหอมผัดน้ำมันหอย จนอิ่มหนำสำราญเพราะไม่เคยได้ลิ้มรส เห็ดหอมที่มีรสชาตสดๆ
เยี่ยงแหล่งผลิตที่นี้ แม้มีเงินหาซื้อในกรุงเทพมหานคร ที่ว่าเรื่องอาการกินอุดมสมบูรณ์
ก็หาไม่ได้ แม้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาหาซื้อ ยังถูกจำกัดปริมาณให้
1 กิโลกรัม/รายเพื่อกลับบ้านเท่านั้น
อาจารย์
สัมฤทธิ์ ยังมีตำแหน่งประธานชมรมเกี่ยวกับเห็ดภายในเทศ ที่หลบหนีเมืองกรุงมาตั้งหลักสัมผัสชีวิตธรรมชาติ
ซึ่งเป็นเพื่อนใหม่ที่ได้รับคำแนะจากเพื่อนผู้สื่อข่าว ได้อาสานำทางให้
รวมถึงภรรยาสาวที่น่ารักของผม ที่ตลอดชีวิตอยู่แต่ในเมืองหลวง ไม่เคยสัมผัสกับธรรมชาติอย่างที่พบ
ยังติดอกติดใจ คิดจะพาครอบครัวมาเที่ยวกันทั้งบ้าน และผมได้ทำหน้าที่สารถี
ผ่านหมู่บ้านชาวไทย เชื้อสาย กะเหรี่ยง และพม่า ที่ตกค้าง หลายหมู่บ้าน
ที่มีประชากรหลายร้อยคน เมื่อถึงหมู่บ้านเชิงเขามีร้านค้า และโรงเรียน
และป้ายบอกระยะทาง 7 กิโลเมตรประมาณ 09.00 น.แวะคุยกับชาวบ้านก่อนขึ้นเขากระโจม
ก่อน ผมจำไม่ได้ว่าชื่อหมู่บ้านอะไร เห็นเขาบอกว่ามีเส้นทางให้เล่น
ออฟโรด เป็นเหมืองเก่า สามารถทะลุออก จ.กาญจนบุรี ได้ แต่บางช่วงต้องล่วงล้ำเข้าเขต
พม่า ผมว่า ไม่น่าเสี่ยงหากจะใช้เส้นทางนี้ไป จ.กาญจนบุรี เห็นว่าต้องข้ามเขาหลายลูก
แถมต้องฝ่าดงระเบิด ที่ชนกลุ่มน้อย ได้ฝังไว้ก่อนถอยทัพล่น หนีกองทัพพม่า
ก่อนแตกพ่ายทัพให้กับพม่ายึดพื้นที่ไป
อาจารย์สัมฤทธิ์ ผู้มีน้ำใจ ยังได้มีความคิดที่จะจัดโปรแกรม สร้างความเจริญให้ท้องถิ่น
ดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาเป็นคณะ เพื่อพบและดื่มด่ำกับธรรมชาติ
ที่มีเงินก็ไม่สามารถหาซื้อได้ในเมืองหลวง หรืออีกในหลายพื้นที่
ด้วยการประสานหน่วยงานและองค์กรท้องถิ่นให้ชาวออฟโรด ที่ต้องการมากางเต๊นท์พักผ่อน
หรือตกปลา โดยมีบึงทะเลสาปสวยงาม มีเรือนรับรอง มีห้องน้ำ ที่บ้านผาตาก
ของ องค์การบริหารส่วนจังหวัดที่ อาจารย์สัมฤทธิ์ ดูแลอยู่ ก่อนใช้เวลาช่วงเช้าขึ้นเขากระโจม
เพราะหากมีเวลาอยู่บนเขากระโจมน้อยแล้วจะรู้สึกเสียดายโอกาส



เราเริ่มมองเห็นสภาพความแตกต่าง
จากความลาดชันของโค้งหักศอกถนน ที่มีความยาวเป็นกิโล และผิวถนน ที่ส่วนใหญ่จะเป็นร่องน้ำกัดเซาะทางน้ำไหล
และโขดหินที่รอยจากผิวถนนบางช่วง และบรรยากาศ ที่เริ่มทวีความเย็น
ทั้งๆที่ช่วงนั้นยังอยู่ที่ 08.00 น. ตลอดระยะทาง 7 กิโลเมตร
จะมีแหล่งท่องเที่ยว
มากมายทั้งน้ำตกผาแดง จุดชมวิว และน้ำตกอื่นๆอีก มากมาย ซึ่งผมก็จำไม่ได้
เพราะอดที่จะตื่นตา กับความงาม ของธรรมชาติ และอากาศที่เริ่มแตกต่างจากภาคกลาง
เมื่อถึงค่าย ตชด.ด่านแรก ก็ได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก ตชด.หนุ่ม
ด้วยอัธยาศัยไมตรีที่ดี จากความคุ้นเคยของอาจารย์สัมฤทธิ์ เจ้าของพื้นที่ซึ่งเป็นผู้กว้างขวางในแวดวงคนดีของสังคมของ
จ.ราชบุรี จุดนั้นประมาณกิโลเมตรที่ 4 เราก็เลยมีของ ติดไม้ติดมือมาฝาก
ตชด. ที่ขาดไม่ได้คือน้ำจันทร์ เพิ่มความอบอุ่นให้กับ ตชด.ที่ต้องทนกับความหนาวเหน็บ
เป็นแนวรั้วเฝ้าระวังปกป้องพื้นที่ให้เราได้อยู่สะดวกสะบายกันในเมือง
ด่านแรก ประมาณ กิโลเมตรที่
14 จากปากทางชุมชน หมู่บ้านหลังจากเราประสาน ตชด. และได้รับอนุญาตทางวิทยุสื่อสารแจ้งให้
ตชด.ค่ายที่ตั้งอยู่ด้านบน เนินพัน รับทราบว่า จะมีแขกมาเยือน เราก็ล้อหมุนต่อแวะถ่ายภาพกันเพลินตลอดทางกดไปกว่า
258 ภาพ ก่อนถึงยอดเนินพัน เราก็ต้องตกใจเพราะเจอชายฉกรรจ์ แกร่ง
1 นายโผล่พรวดออกมาจากมุมถนน เสื้อผ้าเหมือนชาวบ้านธรรมดา ที่ทำไร่ทำสวนในป่าอากาศหนาวเย็นสวมเสื้อยืดแขนยาว
กางเกงขายาว ที่ร้ายไปกว่านั้นสวมหมวกคลุมเป็นไอ้โม่ง แต่ไม่มีติดอาวุธ
เห็นเพียงลูกนัยตา ไม่มีเครื่องหมายใดบ่งบอก ว่า เป็นเจ้าหน้าที่
ไม่รู้ว่ามีกองกำลังแอบซุ่มในป่าอีกหรือเปล่า ยิ่งทำให้นึกถึงภาพเหตุการณ์รถนักเรียนถูกยิงที่
กิ่ง อ.บ้านคา ที่มีเด็กนักเรียนเจ็บและเสียชีวิตหลายคน และเหตุการณ์กะเหรี่ยงก๊ฮดอามี่
บุกยึดโรงพยาบาลสวนผึ้ง อะไรต่างๆนานา เพราะขณะเดินทางเรา 3 ชีวิต
ในเที่ยวโดยสาร ทริปนี้ ก็ได้มีการพูดคุยถึงเหตุการณ์ระทึกเหล่านี้ตลอดทาง
จึงเกิดอาการเหวอๆ เล็กน้อย หลังจาก อาจารย์บอกว่า เป็นเจ้าหน้าที่
ตชด.นั่นเอง ไม่ใช่ใครอื่น เขาเดินเท้าลงมาดูเราคิดว่ารถมีปัญหาใด
เพราะว่าเรามัวเพลินกับการถ่ายภาพ

ถึงเนินพัน ตามชื่อที่เรียกขาน หมายถึงเขาที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล
1,000 เมตร ตลอดเส้นทางเราเปิดกระจกรถวิ่งเพื่อรับอากาศบริสุทธิ์
ที่หาได้ยากยิ่ง
โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในเหมืองหลวง
เมื่อลงจากรถจึงปรับตัวได้ไม่ยากกับอากาศอุณหภูมิ ที่เย็นยะเยือก
และลมแรงจัด จุดนี้เป็นค่ายทับทิมสยาม ที่ ตชด.ตั้งค่ายเป็นด่านที่
2 มีชัยภูมิ ยอดเขาเด่น ไม่มีเขาอื่นบดบัง ทำให้กระแสลมแรง จะมีเมฆหมอกลอยตัว
บดบังภูมิประเทศด้านล่างสลับกับอากาศเปิด และปิดตลอดเวลา ซึ่งทีมเรา
3 ชีวิต ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ด้วยกาแฟร้อนๆ ท่ามกลางอากาศหนาวเย็นขณะนั้นเวลาประมาณ
11.00 น. อุณหภูมิโดยประมาณ 22 องศาเซลเซียส เวลาพูดคุยกันจะมีกระไอออกจากปาก
หากเป็นด้านล่าง ตีนเขาก็จะอบอุ่นอากาศชื้นแบบอ้าวๆ จากนั้นหลังการที่ได้มีการ
เสวนาจนเป็นที่รู้จักมักคุ้นจึงได้รับการอนุเคราะห์ จาก เจ้าหน้าที่นายหนึ่ง
นำพาเข้าไปในเขต ที่ผมไม่ขอเอ่ยในที่นี้เพราะอันตราย มีอัตราเสี่ยงชีวิตสูงไม่อาจแนะนำในที่นี้ได้
ขณะเดินทาง เป็นป่าทึบที่เต็มไปด้วยร่องรอยสัตว์ป่าที่ชุกชุม
ถนนมีความชัน และเป็นถนนดินแดงระดับ 45-70 องศาผนวกกับฝนเพิ่งตกหมาดๆลื่นอย่าบอกใคร
ช่วงใดที่ส่งได้ เราก็ส่งจนสุดแรงกระทั่งรถไหลถอยหลัง
เพราะยางเป็นโดนัท
ต้องวินซ์ ถึง 3 เที่ยวแบบยาวๆ และจะส่งแรงเกินไปก็ไม่ได้บางช่วง
เกรงพุ่งไถลเลย เพราะแนวป่าไผ่ข้างทางแคบๆ ด้านล่างเป็นเหวหน้าผาตั้งฉากสูงเป็นหลายร้องเมตร
มันเสียวไม่น่าเล่นด้วย เรียกว่าเกร็งสุดๆ กว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง
แถมระหว่างทางยังเจอทหารพม่าจริงๆ ของจริงเลยเที่ยวนี้ แต่ พี่จ่า
ที่อาสาเป็นเพื่อนเดินทางพร้อมอาวุธปืนเอสเคพับฐาน กระสุนเต็มแม็ค
ได้แจ้งให้เราทราบว่าเขาไม่ทำอันตรายเรา ไม่ต้องตกใจ เป็นเพื่อนบ้านคุ้นเคยกันมาเป็นแรมปี
มีอะไรเราก็เผื่อแผ่ช่วยเหลือกัน พร้อมกับลงไปขอแรงให้เขาช่วยลากวินซ์ให้
และเล่าสภาพความเป็นอยู่ให้เราฟัง เขาอดยากมาก มีชีวิตสภาพเป็นอยู่ยังชีพ
ด้วยของป่าที่ขึ้นจากธรรมชาติเป็นอาหาร ไม่มีการส่งเสบียงกำลังบำรุงเช่นของเรา
ด้วยความเวทนาในฐานะเพื่อนมนุษย์มากกว่า ของที่กินได้ทั้งหมดจึงถูกรื้อค้นและมอบให้ทหารพม่ารายนั้นไป
จนหมดเกลี้ยง เพราะคิดว่าพอเราลงมาด้านล่างก็หาซื้อใหม่ได้
อ้อลืมบอกไปว่า
ตั้งแต่ตีนเขาขึ้นไป จากที่เราแวะซื้อของฝาก
ไม่มีบ้านคนอยู่อาศัยเลย และไม่มีคนตางถิ่น ไม่มีคนแปลกหน้า นับว่าเป็นเขตที่ค่อนข้างอันตราย
นอกเหนือจากแขก ที่มาเยือน โดยได้รับอนุญาตเท่านั้น กลางคืนห้ามเดินทางโดยเด็ดขาด
ระหว่างทาง ได้เจอะเจอม้าที่ ตชด.เลี้ยงไว้ กลุ่ม 4-5 ตัว ออกลูกแยกเป็น
2-3 กลุ่ม เป็นยานพาหนะลำเลียงเสบียงในสมัยที่ยังไม่มีการตัดถนน
ถึงแม้จะมีถนนขณะนี้ ก็ห้ามบำรุงรักษาให้เป็นเส้นทางสะดวก เนื่องจากเป็นเส้นทางยุทธ์ศาสตร์ทางทหาร
ปัจจุบันม้าเหล่านี้ได้กลายเป็นม้าป่าไปหมดแล้วอยู่อย่างธรรมชาติ
และสัตว์ทุกอย่างแม้กระทั่งสุนัข ก็เป็นสุนัขป่า ตชด.ยศจ่า นายหนึ่งเล่าให้ฟังว่า
ฝูงหมาป่า มีอยู่ 2 3 ฝูง ๆละ 4-5 ตัว เคยพบเห็น ซากกวางป่าขนาดใหญ่
ที่ถูกหมาป่ากัดและ รุมแทะเนื้อกินเป็นอาหาร เหลือซากทิ้งไว้เพราะกินไม่หมด
ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสัตว์ป่ายังอุดมสมบูรณ์ หมอกเมฆลอยผ่านอยู่รอบๆ
ตัวเราและเริ่มเปียกชื้นเหมือนน้ำค้าง เป็นละอองที่มากับสายลมแรง
มิใช่ละอองฝน หากเป็นหน้าหนาวนกนางแอ่น ที่บินๆอยู่ยังทนหนาวไม่ไหว
บินตกมาตาย จึงขอแนะนำหากเป็นทริปเดินทางเพื่อขึ้นไปตั้งแคมป์นอน
การเดินทางขึ้นไปสำรวจทริปนี้ ยอมรับว่า มิได้เตรียมตัวเพียงแวบเดียวของความคิดได้
ยกหูคุยกับ คุณหมูบิน และ คุณหนอน พร้อมรายงานตัวเป็นสมาชิกใหม่ใช้นิคเนม
LEO แล้วก็ออกเดินทางในทันที 5 โมงเย็น ศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2546
พร้อมอาสาจะนำภาพถ่ายมาให้ชมกัน เสบียงจึงเตรียมไว้เพียง 2 ปาก 2
ท้อง เท่านั้น ปรากฎว่า เมื่อขึ้นไปแล้วของกินขนมขบเคี้ยวทุกอย่างมีคุณค่ามีประโยชน์ไปหมดจึงได้สนับสนุมอบให้เจ้าหน้าที่
ตชด.ถึงแม้ค่าจะน้อยนิดเมื่ออยู่ในสังคมด้านล่าง


ทริปหน้าหากท่านใดมีแฟชั่นชนิดที่กันหนาวได้ชะงัดก็ลองขนขึ้นไปทดสอบกันได้
ว่ามีประสิทธิภาพเพียงใด แล้วจะได้ลงมาเล่าสู่กันฟังได้ พวก ตชด.บอกว่า
เสื้อผ้าตากไว้เป็นอาทิตย์ ยังไม่ยอมแห้งขึ้นราหมด
น้ำท่าก็ไม่ต้องอาบต้องหาโอกาสเหมาะๆจึงได้อาบกัน
ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีแสงแดด ก็ลองหลับตาวาดภาพดู ก็แล้วกัน ฉะนั้นหากเป็นชาวออฟโรด
ที่ต้องการเดินทางให้มีรสชาติต้องเป็นหน้าฝนจัด รับรองว่า วินซ์ได้ทำงานอย่างคุ้มค่า
และคนลากวินซ์ จะเหนื่อยสุดๆเพราะต้องลากยาว ไม้ที่เกาะวินซ์ได้
มันขึ้นห่างเสียด้วยซิ และเนินก็ยาวเป็นกิโล ใครอยากออกเหงื่อ ท่ามกลางอากาศหนาวเหน็บลองดูผมเจอมาแล้ว
และสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ น้ำใจที่เงินซื้อไม่ได้ เครื่องนุ่งห่มกันหนาว
เสบียงอาหาร เพราะการเดินทาง ขึ้นลงของ เจ้าหน้าที่ ตชด.ลำบากมากต้องเดินเท้า
ลงมาด้านล่าง เพื่อใช้รถมอเตอร์ไซด์วิบากเดินทางอีกทอดหนึ่ง
สิ่งที่ ตชด.ค่ายทับทิมสยาม ภูมิใจมากกับชาวออฟโรด เมื่อคราวทีมของแข็งออฟโรด
ขึ้นไปสำรวจเส้นทางแล้วทราบว่า บนค่ายยังขาดเสาธงชาติ เขาจึงได้นำไปติดตั้ง
ให้เมื่อขึ้นไปพร้อมทีมออฟโรด กว่า 40 คัน เสียดายที่ผมมีโอกาสและได้ใช้เวลาเพียง
7 ชั่วโมงเศษ บนเขากระโจม จึงสาธยายถึงความงามและบรรยากาศที่น่าศึกษาและท่องเที่ยวไม่ทั่วถึง
เพราะหลังจากลงมาตอนบ่าย 2 โมง มาพักรับประทานอาหารและส่ง อาจารญ์สำฤทธิ์
ที่เชิงเขาน้ำตก 9 ชั้น ก็มุ่งหน้าเข้า ผาสวรรค์ล่าง ต่อ โดยใช้เส้นทาง
ข้ามเขา บ้านเก่า แล้วออกไทรโยค เข้าไปถึงผาล่าง 2 ทุ่ม ครึ่ง ทริปนี้สุดๆเหนื่อย
แต่คุ้ม โอกาสหน้ามีดีๆแล้วจะเก็บมาเล่าให้ฟังใหม่ครับ หากขึ้นไปอีกจะสนับสนุนนำเสบียง
ยาเส้นสูบ หรือเครื่องนุ่งห่มและสิ่งอำนวยประโยชน์สำหรับเจ้าหน้าที่
ที่ทำหน้าที่เวรยามเป็นรั้วของชาติ เพราะมีเงินก็ไม่มีโอกาสได้ใช้
/////////////////////////////////
ทริปจากทางบ้าน
ขอขอบคุณ คุณวรรณวลัย สำหรับรายงานทริปมากนะครับ