เช้าวันที่
14 กรกฎาคม 2546
ฝนยังโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย อีกทั้งเบื้องล่างแม่น้ำสาละวิน
ทั้งแดงทั้งเชี่ยวกราก สเหมือนหนึ่งว่าพร้อมที่จะกลืน กินทุกสรรพสิ่งถ้าได้ย่างกรายลงไป
ระหว่างอาหารเช้าเจ้าหน้าที่ฯ บอกกับเราว่าถ้ามากันช่วงหน้าหนาว
ราวๆ เดือนพฤศจิกายน จนถึงเดือน มีนาคม น้ำในแม่น้ำสาละวินจะใสกว่านี้
อีกทั้งสามารถกางเต็นท์ บนชายหาดติดลำน้ำกันได้เลย ก่อนออกเดินทางกลับ
ที่ทำการ อช.สาละวิน
เราได้เดินสำรวจเส้นทางข้างหน้า
เพื่อให้เห็นกะตาว่า ทางขาดอย่างไรกันแน่ เพราะตั้งใจไว้ว่า จะขับลัดเลาะริมฝั่งแม่น้ำ
ไปบ้านแม่สามแลบ ปรากฏว่ามันเป็นทาง แอ่งหักศอก แปรสภาพเป็นทางน้ำกัดเซาะไหลไปออกแม่น้ำสาละวิน
เป็นช่วงๆ คันเดียวไปไม่ไหว แน่จึงตัดใจไม่ลุย ในใจแอบคิดไปว่าถ้ามาครบทีมละก็จะได้เห็นดีกัน
จึงจำใจกลับไปที่ที่ทำการ แล้วย้อนมาเข้าบ้านแม่สามแลบ ด้วยทางหลวงหมายเลข
1194 วนในหมู่บ้านซะ 1 รอบ ความสะดวกสบาย ทุกอย่างถูกหยิบยื่นให้กับ
หมู่บ้านไปซะทุกอย่าง ไม่ว่าจะป็น ระบบสาธารณูปโภค ถนนหนทาง อาหารการกิน
อัธยาสัยไมตรี ชาวบ้านแต่ละคนต่างก็ให้ข้อมูลไม่เหมือนกัน บางคนบอกว่าไปไม่ได้หรอกพี่
ทางขาดแถวๆบ้านแม่ตอละ จนกระทั่งมีหนุ่มคนหนึ่งเดินมาชมเจ้าม้ากระโดด
บังเอิญอีกนั่นแหละ โจปะลิ (หนุ่มคนนั้น)บอกกับเราว่า พื่อ-กะ-มา-จา-โส-เมอ
(แปรว่าพึ่งกลับมาจากสบเมย) เมื่อเช้านี้เองโดยใช้เส้นทางที่เราจะไปพอดี
พร้อมเอามือมาสัมผัส เจ้าม้ากระโดดบอกว่าถึงก่อนค่ำแน่นอน ไม่รอช้าจัดการ
เตรียมเสบียงอาหาร น้ำมันให้พร้อม ออกจากบ้านแม่สามแลบเวลา 12.30น.
เช็คตามระยะทางที่น้าชาติ 4x4 ให้แผนที่ไว้ น่าจะทะลุออกแม่เงาได้ไม่เกินพลบค่ำจึงรีบออกเดินทางทันที


ช่วงแรกก็วิ่งเลาะลำน้ำสาละวินไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งข้ามเขาอีกลูก ตายละ! ทางดินเละๆล้วนๆ ทางก็ชันขึ้นเรื่อยๆ
ซ้ายก็ผา ขวาก็เหว ในที่สุดก็ผ่านมาถึงหมู่บ้านแม่ตอละ ระยะทางโดยประมาณ
47 กม. ผ่านศูนย์อพยพจนมาถึงบ้านแม่ลา มาหลวงก็ถามชาวบ้านถึงทางไปบ้านเลโค๊ะ
ชาวบ้านชี้ขึ้นไปบนดอยโน่นแน่ะ
ช่วงนี้เองมีชาวบ้าน ขออาศัยไปด้วย 2 คน เฮ้อค่อยยังชั่วหน่อย มีคนพื้นที่ไปด้วย
อย่างน้อย ก็ไม่หลงทางละน่า ออกจากหมู่บ้านแค่ 50 เมตร ก็เห็นทางอยู่บนฟ้าแล้ว
อะไร จะขนาดนั้นฟ๊ะ รีบเข้า Slow ด้วยเกียร์ 2 ขึ้นทันที พอพ้นเนินแรกมองไปทางข้างหน้าเอ้าขึ้นอีกแล้วแถมหักศอกด้วย
พอพ้นแนวหักศอก ก็เห็นทางขึ้นชัน อีกทีนี้มีล่องลึกแถมมาอีกต่างหากหายใจหายคอไม่ทันหยุดรถก็ไม่ได้
จำเป็นวางไลน์คร่อม ล่องลึกแล้วโค้งด้วย มันส์สะใจจริงๆว่าจะรอดมั๊ยน๊อ
ถ้าไม่รอดล่ะ จะทำยังไง ทางเละ ล่องลึก สูงชันไม่มีที่สิ้นสุด มันเป็นจุดทางโค้ง
อย่าว่าแต่คนขับลุ้นจนตาเหลือกเลย คนนั่งข้างๆยังเพลอช่วยเหยียบคันเร่งด้วยเลย
ที่สุดเจ้าม้ากระโดดก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง
เมื่อย้อนกลับมาดู แผนที่ที่น้าชาติ เคยบอกว่าเนินนี้แหละ ที่ทำให้รถตกเหว
กันมาหายคันนึกแล้วยังเสียวไม่หายสุดยอด Highlight จริงๆ จากนั้นก็เป็นทางชาวบ้านไปเรื่อยๆ
ค่อยยังชั่วหน่อย จนเหลือระยะทาง 20 กม.จะออกไปแม่ตะกวน นึกว่าจะ
สบายๆ เอ๊ะ! เหวอีกแล้วแต่ทีนี้เปลี่ยนจากขึ้นเนินชัน เป็นลงเนินชันดินก็เละ
ไปหมดร่องก็อยู่ซะริมเหวเชียว เห็นแล้วมันเสียวว๊อย อีกครั้งที่เราผ่าน
จุดวิกฤติมาได้โดย ไม่มีเหตูการณ์ฉุกเฉินเลย และแล้วก็ออกมาถึงหมู่บ้านแม่ตะกวน
ทำให้นึกถึงทริป ไปปิเต็งที่มีกระเหรี่ยงตะโกนว่า ยาวี ยาวี (เรารอดแล้ว
เรารอดแล้ว) ออกมาทางหลวง เห็นป้ายอุทยานแม่เงาก็รีบปลดฟรีล็อคบึ่งไปทันทีเมื่อเข้าเส้นทางก่อนถึง
อช. ก็ได้แลเห็นน้ำแม่เงา เป็นสายขนานไปกับเส้นทางเข้า สวยงามมากเมื่อผิวน้ำกระทบแสงแดดยามเย็น
หลังจากแจ้ง เจ้าหน้าที่ถึงความจำนงที่จะเข้ามาเรียบร้อยแล้ว โอ้โห....
ทางเข้าถูกขนาบเรียงรายไปด้วยต้นสัก มีที่ทำการ มีบ้านพักอยู่บนเนินสลับกันเป็นสัดส่วนยังกับรีสอร์ต
ลานกางเต็นท์เป็นสนามหญ้า เขียวชะอุ่มอยู่ติดริมแม่น้ำขนาบกันไปสุดลูกหูลูกตา
ทางเจ้าหน้าที่ก็มาอำนวยความสะดวกเปิดห้องน้ำให้ เป็นอันว่าคืนนี้เราก็ได้
หลับท่ามกลาง สายฝนอีกหนึ่งคืน
เช้าวันที่
15 กรกฎาคม 2546
เฮ้อ วันนี้ต้องกลับซะแล้ว เพื่อภาระกิจหลักในวันข้างหน้ากำลังรออยู่
ก่อนออกจาก อช. แม่เงา เราได้ทำการถ่ายภาพ มุมต่างๆมาฝากเพื่อนๆ
เจ้าหน้าที่บอกกับเราว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่มีคนมา พักมากนัก
ต้องเป็นฤดูหนาวจะมีนักท่องเที่ยว มากที่บริเวณกางเต๊นท์ที่เห็นโล่งๆ
ไม่เพียงพอต้องเข้าไปกางเต๊นท์ ข้างในทางเข้าไปถ้ำปลาโน่นแน่......
.เป็นที่สรุปว่าเราจะต้องชวนผองเพื่อน มาสัมผัสอีกครั้งอย่างแน่นอน
ขอให้ธรรมชาติได้พักผ่อนในยามนี้ เพื่อที่จะต้อนรับเราในหน้าหนาว
ที่จะมาเยือนได้อย่างสวยงาม ตามวาระของฤดูกาล และธรรมชาติที่สร้างสรรค์มา.
ทริปนี้สวัสดีค่ะ
รสริน