ศุกร์,16 พฤษภาคม 2551
 
[ Home ]

+ รายงานทริป
+ รูปหน้า1
+ รูปหน้า2
+ รูปหน้า3
+ รูปหน้า4

 

ผาสวรรค์ล่าง ปี2003
30-31 สค. 46

มาอ่านคนที่ 11960
เขียนความเห็นเกี่ยวกับทริปนี้ได้ที่นี่

   “ไปผาสวรรค์ล่างกันดีกว่ามั๊ย.. ไม่ได้ไปดูน้ำตกนานแล้ว หน้าฝนแบบนี้คงสวยน่าดู” เสียงใครสักคน เอ่ยปากปรารภขึ้นมาในวงเหล้าของเย็นวันหนึ่ง อันเป็นที่มาของทริปมันส์ ๆ อีกทริปหนึ่งในช่วงกลางวสันต์ฤดู


เสียงยางบั๊งเส้นโตของขบวนออฟโรด จากภาคตะวันออกที่ดังกังวานเป็นแถวยาว ในช่วงกลางดึกบนเส้นทาง ระัหว่าง อ.ไทรโยค ไปจนจบที่ทำการสหกรณ์ทองผาภูมิ โดยมีเสียงวิทยุสื่อสารแว่วสลับกันไปมาเป็นระยะ ๆ ยังพอทำให้ ผู้ขับขี่เจ้าพาหนะคันโตทั้งหลายได้คลายความง่วงเหงาหาวนอนกันได้บ้าง โดยค่ำคืนแรก ก่อนเข้า ป่านี้พวกเราเลือกไปนอนพัก กันริมลำธารสายสวยบริเวณ ตรงข้ามหน่วยสหกรณ์ทองผาภูมิ ก่อนที่จะตื่นขึ้นมา ในตอนเช้าเพื่อเข้าป่าในวันต่อไป เช้านี้ริมลำธารนี้สวย ทีเดียวในบรรยากาศ แห่งขุนเขานี้ น่าแปลกใจมากที่ พวกเราวิ่งผ่านไปมาไม่รู้กี่ครั้ง แต่ไม่ทราบเลยว่า เพียงเลี้ยวเข้ามา ตามเส้นทางลูกรังแค่ร้อยกว่าเมตรก็จะเจอ ลำธารสวยที่ลัดเลาะ ไปตามแก่งเล็ก แก่งน้อยมีให้เห็นเกือบ ทั่วบริเวณ พี่รงค์ถึงกับลงไปสัมผัสความสดชื่น ฉ่ำเย็นของสายน้ำแต่เช้าอย่างอดใจไม่ไหว ในความสวยงามของสายน้ำ ที่ไหลขนาบข้างแค้มป์ พักแรมชั่วคราว ของพวกเราเมื่อคืนนี้

 


ตกลงพวกเราจะเข้าทางด้านสะพานลาว เพื่อที่จะมีเวลาดื่มดั่มกับความสวยงามของน้ำตกได้เต็มที่ แล้วค่อยกลับออกอีกด้านทางบ้านลิ่นถิ่น ผมกับหมึกแดง และพี่เข้มแวะจับจ่ายซื้อของสดที่หมู่บ้าน สะพานลาวกันก่อนโดยมี หมูผัดเผ็ดและผัดถั่วงอกสด ๆ เป็นอาหารกลางวันของเรา สภาพเส้นทางช่วงแรก ของผาสวรรค์ล่างเป็นเส้นทางขนาด 1 ดาวที่รถขับเคลื่อนสี่ล้อหรือปิคอัพสองล้อก็ยังพอสามารถขับเคลื่อน เข้ามาได้ อาจจะมีเพียงร่องล้อเละ ๆ ให้พอใด้ฝึกทักษะกันได้บ้าง จนมากถึงเส้นทางหลักที่ต้องวิ่งผ่าน กลางหมู่บ้าน ก็ต้องสิ้นสุดสำหรับ รถทุกคันที่จะต้องวิ่งผ่าน เพราะสะพานไม้อันใหญ่ที่เป็นจุดเชื่อมต่อ สำคัญระหว่าง น้ำตกผาสวรรค์ล่างกับบ้านสะพานลาวได้ถูกสายน้ำป่าพัดพาหายไป จะมีก็แต่ลำห้วยที่ลึกและ ไหลเชี่ยวให้นักเดินทางที่เดินทาง มาถึงได้ตั้งสติคิด คำนึงว่า จะทำอย่างไรต่อไป .. จะเดินหน้า หรือ ถอยกลับ !!!! ถ้าจะเดินหน้าต่อ ก็ยังมีอีกเส้นทางหนึ่ง ที่ต้องแยกขวาออกทั้งหน่วยพิทักษ์ต้นน้ำกุยมั่ง บริเวณแนวรั้วบ้าน พักเจ้าหน้าที่อุทยานนั่นเอง … แน่นอน สิ่งสำคัญของ พวกเราชาวบูรพาคือ ไปให้ได้.. ขอเพียงให้มีพื้นที่ได้ วางหน้ายางทั้งสี่ล้อเท่านั้น นอกนั้นไม่ใช่ประเด็น ให้ต้องมานั่ง พิจารณาอะไรกัน.. พวกเราวิ่งเลียบ รั้วลวดหนาม มาทางราวแปลงป่าปลูกของ ปตท มาได้ประมาณ 2 กิโลเมตรกว่า ๆ ก็มาสิ้นสุดที่ลำห้วยที่น้ำลึก ประมาณโคน ขาผู้ใหญ่แต่นั่นไม่ใช่ อุปสรรคที่ทำให้ทุกคนต้อง ตะลึงอยูในภาพข้างหน้า เพราะสิ่งที่พวกเราเห็นอยู่ก็คือ เนินชันประมาณ 45 องศาที่สูงประมาณ 6 – 7 เมตรที่มีหลุมโคลนขนาดใหญ่ติดชิดริมสายน้ำ … และช่องเนินชัน นี้มีความกว้างพอดีกับตัวรถที่เมื่อเข้าไปถึงจุดนั้นแล้ว ไม่สามารถจะเปิดประตูรถออกมาได้เลย คล้าย ๆ กับช่องสันเขาปิเต็งที่พวกเราเคยไปมา อย่างไรอย่างนั้น … อะไรกันนี่ ???? เส้นทางผาสวรรคฺล่าง ที่สะดวกสบายสำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่ในตอนนี้ได้เปลี่ยนมาเป็นเส้นทางขนาด 5 ดาว เลยทีเดียวสำหรับเนินชันจุดนี้ พวกเราแทบทุกคันต่างพร้อมใจกันลากสายรีโมทวินช์กันออกมาต่อเข้ากับ ชุดกล่องคอนโทรลก่อนที่จะข้ามลำน้ำด้วยซ้ำเพราะรู้ดีกันว่า … พวกเราทุกคันต้องวินช์ขึ้นไป !!!

 


พี่โชต เริ่มก่อนเป็นคันแรกโดยเมื่อข้ามลำห้วยแล้วก็ใช้แรงเครื่องยนต์กระโจนข้ามลงปลัก โดยฐาน ล้อหน้าถูกส่งกระโจนข้ามปลักโคลนไปพาดหน้าผาชันได้ก่อน ด้วยแรงส่งจากฐานล้อหลังทียังอยู่บนขอบ ตลิ่ง และทันทีที่ฐานล้อหลังพาเจ้า Ln คันโตมาถึงปลักโคลนเพื่อจะส่งฐานล้อหน้าให้ขึ้นจาก ร่องวีขึ้นไป ก็ต้องฝังตัวเองลงในปลักโคลนนั้น โดยทิ้งไว้ให้เห็นเพียงฝากระบะท้าย และ ไฟท้ายให้เห็นเีพียงเท่าันั้น ส่วนยาง Simax 34 นิ้วนั้นได้จมหายไปในปลักโคลน โดยที่ฐานล้อหน้ายังคงปั่นพรี ทั้งสองล้อให้เห็นในอากาศ !!! พี่โชติใหสัญญาณ ยึดจุดวินช์โดยทันที อย่างผู้มีประสบการณ์ อย่างโชกโชนที่บอกได้เลยว่า .. ไม่ต้องดิ้นไปให้รถพังไปปล่าว ๆ .. สำหรับจุดนี้… พวกเราพากันข้าม ด้วยวิธีนี้ทุกคัน โดยมีสายคล้องต้นไม้ รอไว้สำหรับทุกคันที่ต้องวินช์ แม้แต่เจ้าม้ากระโดดที่มีทั้ง TRD และ Detroit Locker ก็ยังไม่พยายามดิ้น ให้เปลืองแรง.. พวกเราใช้เวลาครู่ใหญ่ กันตรงนี้ก่อน ที่จะเคลื่อนตัว กันต่อเพื่อ เข้าสู่เส้นทางเดิมของผาสวรรค์ ล่างโดยเส้นทางนี้มา ชนกับเส้นทางจาก หมู่บ้าน อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้พวกเราวิ่งกันไปเรื่อย ๆ กับเส้นทางขนาด 1 ดาว เหมือนเดิมจนเกือบจะถึงลานกางเต้นท์นั่นแหละที่เจอไม้ขนาด 4 – 5 คนโอบล้มพาดจากสันเขาด้านข้างให้รถสูง ๆ ทุกคันต้องได้ลุ้นกันอีกครั้ง มารู้ทีหลังว่ากลุ่มหลั งบางคันต้อง ถอดแร๊กหลังคา และขุดร่องล้อกันเลย ทีเดียวสำหรับลอด ไม้ล้มตรงจุดนี้ พวกเราใช้เวลาเพียง สองชั่วโมงก็มา ถึงลางกางเต้นท์ริมลำห้วยใส ๆ กันเมื่อตอนเทียงวัน แคมป์พักถูกกำหนดขึ้นกันอย่าง สะดวกสะบายกว่าที่เคย กระโจมขนาด 6 – 7 ตารางเมตรถูกกางขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสายฝนที่อาจจะมีขึ้น หมึกแดงสาละวนกับ อ้นผัดเผ็ด และผัดถั่วงอกสด ๆ กลิ่นไข่เจียวหอมคลุ้งไปทั่วปางบริเวณ ผมเลือกกางเปล ติดริมลำธารเพื่องีบ หลับพักผ่อนในช่วงสั้น ๆ หลัง อาหารกลางวัน พี่เข้มไม่ปล่อยให้เวลาไหลผ่านไปกับสายน้ำ ด้วยการแจกจ่ายเครื่องดื่ม ขม ๆ เย็น ๆ ให้กับ เพือน ๆ ได้ดื่มดับกับบรรยากาศตอนนี้ให้เต็มที่

 


แดดอ่อน ๆ ตอนบ่ายที่ส่องทะลุผ่านม่านไพรด้านบน ลงมาที่ใบหน้าได้ปลุกผม ให้ตื่นขึ้นมาเสมือนจะ เตือนเราว่า .. น้ำตกผาสวรรค์ล่าง รอเราอยู่นะ … ด้วยเส้นทางเดินป่าประมาณ 1.6 กิโลเมตรที่ลัดเลาะไปตาม ริมน้ำภายใต้เงาไม้ใหญ่ที่มืดครึ้ม ที่กรองแสงตะวันที่แผดกล้าอยู่ข้างบน เส้นทางเดินป่าตอนนี้ไม่เปลี่ยนไป มากนั้นจาก 3 ปีที่แล้วที่เคยมาสำผัส บางช่วงต้องก้มลงคาละวะกับความยิ่งใหญ่ ของป่านี้เมื่อจำเป็น ต้องลอดผ่าน ซุ้มหนามหนาทึบ ต้นไม้บางต้นที่ใหญ่ขนาด 10 – 12 คนโอบ ยังมีให้เห็น เหมือนเดิม ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไร เสียงกระเซ้นซ่าน ครึกโครมก็แว่วมาใ้ห้ได้ยินถนัดหูยิ่งขึ้น จนเมื่อพวกเร าเดินพ้นแนวป่าตัดขึ้นเนินเตี้ย ๆ ที่ ระเกะระกะันั่นเอง พวกเราถึงได้พบความสวยงาม อ่อนช้อยของม่านแพรนั้นที่ไหลแตกซ่านลงมาจากหน้าผา เตี้ย ๆ แต่กว้าง ขวาง เป็นแอ่งใหญ่ให้กระโจนโผลงไปแวกว่ายได้เหมือนสมญานาม ชั้น ธารสวรรค์ หลังจาก หยุดพักเพื่อทักทาย ธารสวรรค์หรือน้ำตกชั้นที่ 1 พวกเราก็เดินลึกขึ้นไปอีกทางต้นน้ำ แต่คราวนี้เส้นทางเริ่ม เปลี่ยนไปจากทางดิน มาเป็นทางน้ำที่บางช่วงต้องเดินลงไปในสายน้ำเย็น บางช่วงก็เป็นร่องน้ำลึกไหลเชี่ยว ที่มีเพียงสะพานไม้ไผ่ทอนโตเป็นแนวสะพานข้ามไว้อย่างหมิ่นเหม่ แต่คราวนี้พวกเราเดินกันไปเรื่อย ๆ อย่าง ไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย เมื่อรอบตัวเรายามนี้เป็นสายน้ำใสที่ถั่งโถมรอบตัวอยู่ทั่วบริเวณ ยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ ยัง ชั้นข้างบน น้ำตกก็ยิ่งสวยขึ้นไปตามลำดับ เส้นทางเดินบางช่วงก็สนุกสนานผจญภัยเมื่อต้องปีนป่ายบันไดลิง ที่ทำไว้หยาบ ๆ โดยไม้ไผ่ลำโต ที่วางพาดเนินชันเป็นระยะ จนสักอึดใจใหญ่ ๆ เห็นจะได้ พวกเราก็ปีนป่ายกัน ขึ้นมาจนถึงชั้นที่เจ็ด โดยสัมผัสแรกที่ ทำให้ผมมั่นใจได้ว่าขึ้นมาถึงแล้วก็คือ.. … สายลมกรรโชกแรง ที่พัดพาเอา ละอองน้ำลอยกระจายไปทั่วโตรกผา เสียงดัง โครมคราม จากสาย น้ำเชี่ยวที่ถั่งโถม ลงมาจากหน้าผาที่สูงประมาณ 100 เมตร ที่ถูกปกคลุมไว้ด้วย ความเขียวขจี ของพืชจำพวก มอส เฟริน และตะไครน้ำ เสมือนพรมกำมะหยี่สีเขียว ขจีไปทั่วทั้ง หน้าผา… “บี.. พี่ว่าที่นี่เป้นน้ำตกที่สวยที่สุด เลยนะตั้งแต่พี่เที่ยวออฟโรดมา” .. เสียงพี่รสตะโกน แข่งกับเสียงอึกกะทึกของสายน้ำจาก หน้าผาข้างหน้า มายังผมพร้อม กับรอยยิ้มในสีหน้าดีึใจ ที่ได้พบกับความสวยงาม ของธรรมชาติที่ได้บรรจง แต่งแต้มใด้มหัสจรรย์ เชกเฉ่นนี้ ส่วน พี่รงค์พยายามที่จะเก็บภาพ ด้วยความทุลักทุเลเมื่อต้องเล็งภาพ ทิวทัศน์ผ่านเลนซ์ที่ถูกละออง น้ำพัดคลุ้งกระจายอยู่ทั่วบริเวณโตรกผา พวกเราต่างเปียกปอนกันไปทุกคน แม้บางคนจะไม่ได้โผลงไป ในแอ่งน้ำใสก็ตาม … นี่แหละรางวัลสำหรับการเดินทาง อันเหนื่อยยากของพวก เราชาวบูรพาออฟโรด เส้นทางขากลับ พวกเราต่างพากันเดินเพลิดเพลิน ดื่มดั่มกับบรรยากาศกันเต็มที ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน อะไรกับเวลาและบรรยากาศที่รายล้อมเราอยู่ตอนนี้.


กลิ่นเสต๊คหมูโชยไปทั่วแค๊มป์พักของเราในขณะที่พี่โช๊ติกำลังขมักเขม้นอยู่ีหน้าเตากระทะ เมื่อเราเดินกลับกันมาถึง หลาย ๆ คนอดใจไม่ไหวที่ต้องลิ้มลองรสชาติกันก่อนที่จะรอทานกันในมื้อเย็น ทุก ๆ คนพักผ่อนกันในบรรยากาศสบาย ๆ ในเวลาที่ไม่ย่ำค่ำ หลายคนหลังจากเล่นน้ำตกมาแล้ว ก็ยังอดใจไม่ไหว ลงไปแช่ในสายธารติดแคมป์พักกันอีกครั้ง ส่วนพ่อครัวมือหนึ่งของเรา คือหมึกแดงก็ขมัก เขม้นกับการทำอาหารเย็นรสเด็ดเหมือนเช่นเคย พวกเราดื่มกินกันใต้บรรยากาศสบาย ๆ ของผืนป่าใหญ่ พร้อมกับรอคอยการตามเข้ามาในยามวิกาลของ นายหนอน ที่มาพร้อมกับ กบแดง (ดำ) เพื่อนคู่กาย จนกว่า 2 ทุ่ม เสียง วิทยุที่เราเปิดเอาไว้ก็แว่วเข้ามาว่า “บูรพา ว.2 บูรพา ว.2” อันเป็นสัญญาณว่า เพื่อนเราได้เข้ามา แล้วแต่ติดอยู่ตรงสะพานขาดกลางหมู่บ้าน นั่นเอง การโต้ตอบสื่อสารกันทางวิทยุ เพื่อบอกถึงเส้นทางที่เข้า มาได้อีกเส้นทางหนึ่ง พร้อมทั้งบอกกันอย่างละเอียด ถึงลำน้ำ จนถึงเนินชัน ที่บอกกระทั่งว่า “ห้ามดิ้น นะโว๊ย หนอน.. กูขี้เกียจออกไปลาก” ซึ่งก็เหมือนกับว่า นายหนอนจะรู้ถึงอุปสรรคนี้ว่าหนักหนาขนาดไหน ถึงกับมาบอกกับพวกเร าด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้ม เมื่อเข้ามาถึงแล้วว่า “พอกูเห็น เนินแล้ว กูก็งัดรีโมทออกมาเลย”
นายหนอนพาเจ้า กบดำ (แดง) เข้ามาคันเดียว และตัวคนเดียวในความมืด ข้ามสายน้ำเชี่ยว ปีนเนินชัน ปีนเข้า ออกจากรถ เพื่อวิ่งไปคล้องสายวินช์ วิ่งกลับมาวินช์ที่รถ ในเวลามืดมิดกลางป่า แบบนี้ก็เพียงเพราะ.. เพื่อเพื่อน ยังงัย ๆ กูก็ต้องตามเข้ามา…เท่ากับว่ากลางดึกของคืนนั้น บูรพาออฟโรดมีสมาชิกตามมาเติมมิตรภาพอีก 1 คน แต่ที่ไม่มีพวกเราสักคนจะคิดไว้เลยว่า … คืนนี้ยังจะมีคนบูรพาตามเข้ามาสมทบอีก 1 คน !!!!
เสียงพูดคุยกันเบา ๆ และบรรยากาศอันหนาวเย็นริมสายธารทำให้ผมตื่นขึ้นมาแต่เช้า เสียงนกป่า ปลุกสัญญาณความสดชื่นให้สู่ป่าอีกครั้ง ลำแสงแรกของวันส่องผ่านทะลุ ใบไม้ลงมาเป็นลำ ๆ เมื่อมองผ่าน ควันไฟจากกองไฟเล็ก ๆ ที่ต้มน้ำสำหรับ กาแฟหอมกรุ่นร้อน ๆ ในบรรยากาศยามเช้าแบบนี้ แต่ที่ทำให้ผม หายวงังเงียก็คือ สภาพเจ้า LN65 โทรม ๆ สีน้ำเงินของเจ้าเอ๋ มาจอดอยู่รวมกลุ่มกับพวกเรา ทั้ง ๆ ที่ผมไม่ได้ ยินเสียงเครื่อง 2Lturbo อย่างเช่นเคย ส่วนเจ้าเอ๋นั้นไม่ต้องพูดถึงยังนอนสลบไสลอยู่ในเต้นท์ซึ่งมารุ้ทีหลังว่า มันเพิ่งจะตามเข้ามาเมื่อตอน ตีห้านี่เอง !!!


หลังจากเก็บของกันแต่เช้า และหลังอาหารเช้าอันเป็นข้าวต้มหมูบัดช่อรสเด็ดจากฝีมือ พี่รส ผ่่านพ้นไป พวกเราก็เตรียมตัวตั้งขบวนกันเพื่อออกทางเส้นทาง ลิ่นถิ่นอันเป็นที่รู้กันว่าไม่ธรรมดาสำหรับเส้น ทางนี้ พวกเราย้อนกลับออกไปได้เพียง 2 กิโลเมตรกว่า ๆ ก็เริ่มหักซ้ายเข้าสู่ทางที่มอง เห็นเป็นอุโมงทึบ ๆ ภายใต้ร่มไม้ครึ้มที่มองเห็นร่องล้อท่วมขัง ไปด้วยปลักโคลนยาว ตลอดเกือบเส้นทาง พวกเรา เคลื่อนตัวกันไป อย่างไม่เร่งรีบ พร้อมทั้งอ่านไลน์และ ร่องล้อกันอย่างระมัดระวัง เพื่อป้องกัน การเสียเวลา กับการกู้รถที่อาจจะ เกิดขึ้น ปลักโคลนที่อยู่ตามร่องล้อนั้น ลึกเอาการเลยทีเดียวสำหรับยาง Simax34 ของเจ้าหนูขาว บางลายน์ถึงกับต้องดิ้นพรวดพราดเลยเหมือนกันกว่าจะขึ้นจากหล่มโคลนขึ้นมาได้ จนได้ไม่นานขบวนเราก็มา ชะงักอยู่ที่สะพานข้ามห้วยเล็ก ๆ ที่ตอนนี้ถูกพัดพาหายไปซะแล้ว เหลือแต่ร่องวีที่ปกกลุมไว้ด้วยผิวน้ำขุ่นขลัก ที่ไม่แน่ใจว่า จะลึกเท่าไร โดยผมจะต้อง พาเจ้าหนูขาว ลงไปวัดระัดับความลึกของร่องวีนี้ ร่องลึกนั้นถึงกับทำให้ เจ้าหนูขาวเอาหน้าลงไปจุ่ม ในปลักโคลนโดยที่ประตูหน้ายังไม่ถึงโคลนเสียด้วยซ้ำ และที่ลำบากไปกว่านั้นยัง มีท่อนไม้ขนาดลำแขน ขวางอยู่ที่ร่องล้อหลัง โดยล๊อคไม่ให้ขยับเดินหน้า หรือถอยหลังใด ๆ ทั้งสิ้น ด้วยช่องที่พอดีกับตัว ก็ไม่สามารถเปิดประตูออกมาได้ จึงต้องปีนออกมา ทางหน้าต่างเพื่อออกมา ประเมินสถานการณ์ในตอนนั้น เนว์คู่ใจของผมหรือหมึกแดง ต้องเดินลุยปลักโคลน ที่ลึกถึงโคนขาเข้ามาหาดึงสายวินช์ ออกไปวินช์กับต้นไม้ที่อยู่อีกฝั่งของลำห้วย เรียกได้ว่าเล่นเอาเหนื่อยแรงเลยทีเดียวกว่าจะหลุดร่องวีนี้มาได้ แต่หลังจากเอาท่อนไม้นั้นออกมา ทุก ๆ คันที่เหลือก็สามารถใช้แรงส่ง กระโจนลงมาในลำห้วย พร้อมทั้งปั่นขึ้นมาได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร
ยิ่งเข้าไปลึกเท่าไร ปลักโคลนก็ยิ่งลึกมากเท่านั้น อาจจะเป็นเพราะว่าด้วยความครึ้ม ของผืนป่าแถบนี้ ทำให้ยากนักที่แสงแดดจะลงมา แผดเผาให้แอ่ง เหล่านี้ตื้นเขินลงได้ ยิ่งถ้าเป็นหน้าฝนอย่างนี้มีแต่ลึกลงไป เรื่อย ๆ จากวันต่อวัน หลายช่วงแยกก็ต้องวัดดวงเอาแล้วแต่ว่าจะชอบไลน์ไหน โชคยังเข้าข้างสำหรับพวกเรา ที่ฝนไม่ตกลงมา โดยเฉพาะช่วงที่ต้องขึ้นเนินยาว เกือบห้าร้อยเมตร ที่มีร่องน้ำลึกสลับ ไปมาทั้งซ้ายและขวา มือทั้งสองของ ผมต้องกำพวงมาลัย แน่นจนขมึงเกลียว เพื่อบังคับให้หน้ายาง ทั้งสองด้านปีนไปตามหัวเนินเพื่อ หลบร่องน้ำลึก ที่พาดไปพาดมาตลอด และถ้าผิวดินนี้มีน้ำลงมาด้วยถ้าเกิดฝนตกขึ้นมา ผมก็นึกไม่ออกเหมือน กันว่า เราจะไปได้ยังงัย แต่เนินนี้พวกเราก็ใช้ทักษะไต่ขึ้นมาทีละคัน ๆ จนครบทุกคันถึงได้วิ่งลอดไปตามซุ้ม ไผ่ลึกเข้าไปเรื่อย ๆ บางช่วงเป็นร่องรอยการตัดไผ่ ที่ล้มลงมาขวาง เส้นทางเป็นรูปปากฉลามดูหน้าวาดเสียว ยิ่งนัก และก็เป็นอย่างที่หลายคนว่าเอาไว้ เมื่ออยู่ ๆ รถของประธานชมรมหรือ เจ้าจิงโจ้ป่า CJ6 คันเก่ง อยู่ ๆ ก็หยุดนิ่งอยู่ใต้อุโมงค์ไผ่ช่วงหนึ่ง โดยไม่ยอมขยับเขยื้อนไปไหนทั้งสิ้น เสียงเรียกวิทยุก็ไม่ตอบ … จนอึดใจ ใหญ่ ๆ ต่อมาถึงได้รู้ว่า " มีไม้ไผ่ขนาด ข้อมือด้ามหนึ่ง ที่ถูกตัดปลายเอาไว้คล้าย ๆ ปากฉลามได้พุ่งเสียบทะลุ กระจกหน้าเข้ามาปักที่หัวเบาะด้านคนนั่งซ้ายอย่างพอดิบพอดี !!!" แน่นอน ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าถ้าตอนนั้น มีคนนั่งมาด้วยอะไรจะเกิดขึ้น .. กระจกถูกยึดติดไว้อย่างชั่วคราวด้วยเทปใส ที่มี เตรียมมาด้วย หลังจากที่เอาไม้ไผ่ท่อนนั้นออกมาเรียบร้อยแล้ว .. ความสยดสยองอย่างบอกไม่ถูกเมื่อนึกกัน ว่าถ้ามีใครนั่งมาด้วย อะไรจะเกิดขึ้น หลังจากเส้นทางช่วงนั้นพวกเราต้องลัดเลาะไปตามซุ้มกอไผ่กันอย่าง ระมัดระวังกันเต็มที่ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจจะเกิดขึ้นได้อีก พอตะวันเริ่มคล้อยไปในยามบ่าย ฝนก็เริ่มตก กันอย่างกระหน่ำไม่ลืมหัวลืมตา ดีที่พวกเราผ่านอุปสรรคที่ยาก ๆ มาหมดแล้วไม่ว่าจะเป็นร่องโคลนลึกขนาด ขอบกระจกรถหนูขาว หรือ ร่องน้ำชันที่ต้องใช้วิธีการเหยียบส่งเพื่อไม่ให้รถพลิกคว่ำสำหรับเจ้า กบแดง (ดำ)


จนเวลาล่วงมาบ่ายสามโมงเย็น พวกเราก็มาเกือบถึงปลายทางที่ฝายน้ำล้น อันเป็นจุดพักล้างตัว และล้างรถที่ผ่านปลักโคลนมานับไม่ถ้วน เรียกได้ว่าจัด เป็นทริปสมบูรณ์แบบเลยทีเดียวกับ เวลาพักผ่อนอัน สบาย ๆ เมือวันวาน สำผัสน้ำตกสวยอันวิจิตรการในผืนป่าข้างใน และเส้นทางออฟโรดขนาด 5 ดาว ในบางช่วง และที่สำคัญการออกจากป่าโดยที่ยังไม่ค่ำ และมีเวลาสำหรับแวะดื่มพักผ่อนกัน ในเพลาแสงสุดท้ายของวัน


ณ เวลานี้ สำหรับที่นี้ กับน้ำตกผาสวรรค์ ถ้าสะพานในหมู่บ้านยังไม่ถูกซ่อมแซม สงสัยคงเป็นเส้นทางโหดอีกเส้นทางหนึ่งทีเดียว สำหรับรถที่เข้าไปคันเดียว ในตอนนี้ วินช์คืออุปกรณ์ภาคบังคับที่ทุกคันต้องมี..


สำหรับทริืปนี้..สวัสดีครับ
หนูขาว
1 กันยายน 2546


เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นเลยครับ

 ความเห็น: เดือน ม.ค.ไปได้มั๊ยครับ อยากไปจัง

 ชื่อ: นนต์  (14/12/2550)

 ความเห็น: อยากให้นำคณะผ้าป่ามาถวายวัดสะพานลาวและชมน้ำตกหลังวัด ( แนะนำ )

 ชื่อ: วัฒน์ สะพานลาว  (14/9/2550)

 ความเห็น: อยากให้เข้าเยี่ยมชมหมู่บ้านสะพานลาว หากเป็นได้ก็บริจาคอุปกรณ์สื่อการเรียนการสอนให้กับนักเรียน

 ชื่อ: วัฒน์ สะพานลาว  (14/9/2550)

 ความเห็น: มีโอกาส ได้ไปมาค่ะ ใฝ่ฝันมาตั้งนานแล้ว ได้ไปเพราะชายคนหนึ่งจากโครงการให้น้ำน้อง ๆ สนุกมาก ทุกคนมีน้ำใจ ดูเป็นฮีโร่กันมาก มาก น่าจะรู้จักกันมาตั้งนานแล้ว ทำไมเพิ่งมาจีบเราน้า แล้วก่อนหน้านี้ ทริปก่อน ๆ เขาพาใครไปมาบ้างน้า ถามใคร ใครตอบได้บ้าง คะ หนุ่ม ๆ(ใฝ่สูง)

 ชื่อ: ...ปริศนา...  (2/9/2550)

 ความเห็น: ผมจะเข้าสิ้นเดือนสิงหาคม 2550 พี่พอที่จะมีอะไรแน๊ะนำบ้างครับ

 ชื่อ: หมู  (25/8/2550)

 ความเห็น: น่าสนใจมากเลย อยากไปแบบนี้มั่งจังเลย

 ชื่อ: คนต่างบ้าน  (18/8/2550)

 ความเห็น: น่าสนใจมากเลย อยากไปแบบนี้มั่งจังเลย

 ชื่อ: คนต่างบ้าน  (18/8/2550)

 ความเห็น: ช่วยรักษาธรรมชาติหน่อยนะค่ะ

 ชื่อ: แป้ง  (5/8/2550)

 ความเห็น: ช่วยรักษาธรรมชาติหน่อยนะค่ะ

 ชื่อ: แป้ง  (5/8/2550)

 ความเห็น:

 ชื่อ:   (23/6/2549)

 ความเห็น: aaaadf

 ชื่อ: xxxx  (7/6/2549)

 ความเห็น:

 ชื่อ:   (7/6/2549)

 ความเห็น: aaasdd

 ชื่อ: zzzz  (7/6/2549)

 ความเห็น: อยากดูเขาอีเกก

 ชื่อ: นุ๊ก พลาบีชออฟโรด  (18/1/2549)

 ความเห็น: ก็ดีนะ

 ชื่อ: ต่วน  (14/1/2549)

 ความเห็น:

 ชื่อ: pop  (10/11/2548)

 ความเห็น: knojg;likon'vpoig'ovl,n;'pvkog;vlpkn';sldfjbuitbkohg lhkognk;lkoidfpjvp[q989okjig;;aoiuj[f;lp[k lp';bjirpb],ly0009 mpokopkjblltjbio;l.ry jndhtrkymh 00218468431537684 028781629

 ชื่อ: benz 007  (21/7/2548)


ความเห็น :     
 
ชื่อ :   

 


Home | Bicycle | Offroad | Fishing | Radio Control | GPS Corner | Second hand | Member area
Copyright © 2000, www.WeekendHobby.com, All right reserved.

Contact Webmaster