ตอนที่ 2 น้ำตกเซซาโว่
น้ำตกใหญ่ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าใหญ่ และห้วยดงวี่ (ตอนจบ)
กลับมาอีกครั้งในตอนที่สอง
ตามสัญญาว่าด้วยการเดินทางที่ลึกเข้าไปในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร หลังจากที่พวกเราได้แวะส่งและร่ำลากับ
ปู่เถียร ที่หน่วยทิคองแล้ว พวกเราก็เริ่มเดินทางต่อ บนเส้นทาง 25
กิโลเมตรสู่ หน่วยซ่งไท้ หรือ หน่วยมหาราชซึ่งเป็นชื่อใหม่ที่ตั้งให้เป็นเกียรติต่อ
พระนเรศวรมหาราช ซึ่งเชื่อกันว่า ท่านเคยนำทัฟผ่านทุ่งใหญ่แห่งนี้
บนเส้นทางจาก ทิคองไปซ่งไท้ ไม่เหมือนเส้นทางจากทินวยเมื่อขาเข้าเพราะเริ่มเป็นเส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่เขาสลับซับซ้อน
มาถึงตอนนี้ถ้ามองย้อนกลับไปด้านหลัง ก็จะสังเกตุได้ว่า พวกเราได้เข้ามาสู่กลางวงล้อม
ของขุนเขาคนานับที่ โอ้บล้อมพวกเราอยู่รายรอบด้าน เส้นทางช่วงแรก
ๆ เรื่มโล่งขึ้น ดูโปร่งตาไปด้วยกลุ่ม ต้นปรงและ ไม้ไผ่กอใหญ่ที่ขึ้นสลับซับแซม
กับลำห้วยที่แห้งเหือดเมือกลางเดือนเมษา ช่วงนี้ ถึงกระนั้นก็ตามบางช่วง
ความชุ่มชื้นของป่าก็ยังคงมีให้เห็นจากปลักโคลนตามร่องล้อที่มีให้ดิ้นผ่านเป็นระยะ
ๆ พอหอมปากหอมคอ
เนินแล้วเนินเล่าที่พวกเราคืบคลาน
ไปอย่างช้า ๆ เพื่อที่จะหวังได้เห็นเจ้าของบ้านที่น่าจะมีให้เห็น
ตามทุ่งหญ้าระบัดที่ขึ้นอยู่สองไหล่ทาง ส่วนมากพวกเราหลบเลี่ยง ร่องล้อลึกที่เกิดจากร่องน้ำด้วย
โดยการวิ่งปีนอยู่บนร่องอยู่เกือบตลอดแนว
บางช่วงที่เป็นเขาชันและยาวจนไม่มีที่ให้สวนกันได้
ก็จะมีป้าย เตือนให้หยุดฟังเสียงรถที่สวนมาก่อนขึ้นไป อยู่เป็นระยะ
จนเวลาล่วงมาได้เกือบชั่วโมง ที่เราวิ่งมาจากทิคอง ผมก็ต้องหยุดรถ
โดยทันทีพร้อมกับแว่วเสียงร้อนรน จากทางวิทยุโดย พี่เข้มว่า
เฮ้ย เก้ง ๆ โว้ย ผมรีบดับเครื่องยนต์โดยทันที ที่รับรู้ข้อความ
พร้อมทั้งกราดสายตาไปตามแนวป่าด้านซ้าย ที่พี่เข้มให้สัญญาณ บอกว่า
สัมผัสแรกที่ผมเห็นคือ สัตว์ชนิดหนึ่ง เคลื่อนตัวไหว ๆ อยู่ด้านหลังกอไพร
โดยมีสีน้ำตาล อ่อน และสูงประมาณ ระดับเอวของผู้ใหญ่ตัวโต ๆ ก็ว่าได้
แค่เพียงอึดใจกลั้น พวกเราต่างพากัน ย่อง และซุ่มดู อย่างเงียบที่สุดที่
พวกเราจะทำได้ แม้กระทั่งวิทยุสื่อสารที่เรียกมาจาก ม้ากระโดดที่ล่วงหน้าไปก่อน
ก็ต้องถูกปิดเงียบไปชั่วขณะ.. และแล้วแค่เพียงไม่ถึงอึดใจ เจ้าของบ้านผู้หวั่นไหวกับคนแปลกหน้าในบ้านของเขาก็เริ่ม
ผ่อนคลายความรู้สึกใน เภียกภัยอันตราย ที่อาจจะเกิดขึ้นจากสัตว์สองเท้ากลุ่มนี้
เขาเริ่มเคลื่อนตัวออกมาช้า ๆ พร้อมก้าวย่างออกมาให้เห็นชัดเจน
กลางทุ่งหญ้าระบัดที่ขึ้นอยู่รายรอบ
จมูกที่เงยขึ้นเพื่อพยายามสูด
หากลิ่นอันตรายและย่างก้าวที่ระแวดระวังภัย เต็มที่และที่สำคัญก้าวย่างนั้นดันเดินเข้ามาหาตำแหน่งที่พวกเราซุ่มดูอยู่ซะด้วยซิ
นั่นทำให้พวกเราแทบจะไม่กล้าหายใจกันเลยทีเดียว
เพียงชั่วไม่นาน
ภาพของเจ้าของบ้านที่น่ารัก และไร้เดียงสาที่อยู่ท่ามกลางป่าเขา
ก็ถูกบันทึกทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว แทบทุกอิริยบถไพร ..
พวกเราสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเคลื่อนขบวนต่อกันด้วยความตื่นเต้นในภาพจักษุที่พึ่งผ่านพ้น
เสียงบ่นรำพึงด้วยความเสียดายจากพี่รสที่ไม่ได้ชมด้วยตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม
พี่รสและพี่รงค์ก็ถูกชดเชย ด้วย นกยูงแสนสวยที่ส่งมาเดินบนร่องล้อห่างจากหน้ารถไม่ถึง
3 เมตรโดยไม่ยี่หร่าว่ามีอะไรวิ่งมาข้างหลัง พวกเราหยุดรถ พร้อมดับเครื่องอีกเช่นเคยก่อนที่จะย่องตามเจ้านกยูงแสนสวยเดินหายเข้าไปในราวป่าด้านข้าง
มาถึงตอนนี้พวกเราต่างเคลื่อนขบวนติดตามกันให้ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้เมื่อได้รู้ว่าสองข้างทางนั้นมีสัตว์ป่ารอให้พบเห็นอยู่มากมาย
แทบไม่ต้องพูดถึง ไก่ป่าที่วิ่งนำหน้าให้เห็นอยู่เป็นระยะ ๆ ที่วิ่งมุดลอดแถว
ๆ กอไผ่ ริมลำน้ำสายเล็ก ๆ ที่มีก่อนถึงด่านซ่งไท้ จนประมาณเที่ยงวันพวกเราก็มาถึงด่านซ่งไท้
ที่ซึ่งมี สัญลักษณ์เครื่องหมายมรดกโลก โดดเด่นเป็นสง่าอยู่อย่างน่าภาคภูมิใจ
ต่อสมบัติอันล้ำค่าที่อยู่ในผืนป่าแผ่นดินไทย พวกเราแวะทานอาหารกลางวันกันง่าย
ๆ ที่ริมลำห้วยซ่งไท้ นี้ ก่อนที่จะเดินทางต่อ ไปยังห้วยดงวี่อันเป็นที่พักรถในครั้งต่อไป
เส้นทางช่วงออกจากซ่งไท้ เป็นเส้นทางที่เริ่มปีนป่ายหน้าผาชันขึ้นไปเป็นลำดับ
ซึ่งก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับพวกเรา อาจจะเป็นด้วยหน้าแล้งที่ไม่มีร่องโคลนให้ได้ออกกำลังกันมากนัก
ไอแดดร้อนระยิบระยับท่ามกลางป่าดิบเขาที่รายล้อมตัวเรา คงยากที่จะเห็นสรรพสัตว์ให้ออกมาให้เห็นเหมือนที่ทิคองเป็นแน่
เนินชันบางช่วงคงเป็นเนินฉกรรจ์ในช่วงหน้าฝนเป็นแน่แท้
เพียงไม่นานนักเส้นทางก็เริ่มตัด ลงสู่หุบเบื้องล่างเป็นลำดับ จนมาถึงจุดร่มรื่นริมลำธารใส
ที่มีพื้นเป็นหินกรวดก้อนเล็ก ๆ สายธารนี้มีอดีตเรื่องราวมากมาย
ในยุคการต่อสู้ของปัญญาชน
เพื่อประชาธิปไตร
ซึ่งผมขอละไม่กล่าวถึงในการบอกเล่าครั้งนี้ แต่โดยสภาพสายธารกว้างประมาณ
15 เมตร ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ทั้งสองข้าง ริมตลิ่งที่ชโงกงุ้มเข้ามาดั่งอุโมงค์
ที่หยิบยื่นความร่มรื่นฉ่ำเย็นที่พลัดผ่าน มาจากความดิบแล้งด้านบน
โดยที่มีน้ำลึกประมาณหน้าแข้งยามแล้งนี้ ครับ ลำห้วยดงหวี่ หรือสายธารสวยนี้
ประสบการณ์ตามป่าเขาหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ผมบอกกับตัวเองว่า ลำห้วยดงวี่
คือลำธารสายสวยที่ผมอยากให้เป็นที่หนึ่งในใจผม และผมคิดว่าคงเป็นสุดยอดในใจของใครอีกหลาย
ๆ คนที่เคยผ่านทาง พวกเราตกลงกันว่าเราจะแวะดื่มด่ำบรรยากาศที่ลำห้วยนี้อีกครั้งในช่วงขากลับ
เส้นทางจากลำห้วยดงวี่ เริ่มตัดขึ้นสู่เนินชัน อีกครั้งลัดเลาะไปตามสันเขาที่สลับซับซ้อนไปเรื่อย
ๆ มาถึงตอนนี้ ทุ่งหญ้าแบบสะวันน่าเริ่มมีให้เห็นหนาตามาก ๆ ทุกที
บางช่วงเส้นทางก็พาเรากลับลงหุบอีกครั้ง พวกเราผ่านลำห้วย ตะเลอะเซอะ
ที่ยามนี้น้ำแห้งผากจนมองเห็นหญ้าวัชพืชขึ้นปกคลุมร่องน้ำเต็มไปหมด
จนเส้นทางนี้พาเราขึ้นไปจนจบ ช่องเขาแคบบริเวณหนึ่งที่มีโขดหิน ระเกะ
ระกะ เต็มไปหมดทั้งบริเวณ ที่ซึ่งเป็นที่ตั้ง ศาลฤาษีที่ปกป้องรักษาสรรพสัตว์ทั้งหลายในป่าทุ่งใหญาแห่งนี้
และเปรียบเสมือนหนึ่งประตูทาง เข้า ทุ่งหญ้าระบัดอันกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาที่ขึ้นสลับซับแซมด้วย
ต้นปรงหรือไม้พันปีที่มีอายุขัยอันยาวนาน พวกเรามาถึงบริเวณนี้เมื่อเวลาเริ่มบ่ายคล้อย
แสงสีทองอ่อนยามบ่าย นำพาให้ทั้งท้องทุ่งหญ้าระบัดนี้ มีสีทองทาบทาไปทั้งหุบเขาโดยมีฉากหลังเป็นทิวเขาใหญ่น้อยโอบล้อมพวกเราอยู่ทุก
ๆ ด้าน และที่สำคัญคือ ดอกกระเจียว สีม่วงครามขึ้นแข่งขันกันอวดชูช่อความงามไปทั้งทุ่งหญ้า
และที่นี่เองที่ สัณนิฐานว่า ทัพของสมเด็จนเรศวรเคยมาหยุดพักกันที่นี่
และมีการปลูกข้าวเพื่อหล่อเลี้ยง ทั้งกองทัพที่บริเวณนี้ด้วยลักษณะที่เป็นทุ่งหญ้าเรียบกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา
และนี่กระมัง ทุ่งหญ้าแบบสะวันน่าที่เรากำลังเลียบผ่านอยู่นี้ถึงมีชื่อว่า
ทุ่งใหญ่นเรศวร
.
เมื่อวิ่งเลียบลงมาจากทุ่งหญ้าสะวันนาด้านบนแล้ว
พวกเราก็กลับสู่ลงหุบเขาอีกครั้งที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของ หน่วย (ย่อย)
เซซาโว่ อันเป็นจุดพักแรมในค่ำคืนที่สองนี้ หน่วย(ย่อย) เซซาโว่
วันนี้ไม่เงียบเหงาเท่าใดนัก มีนักเดินทางผ่านไปผ่านมาพอสมควร
อาจจะเป็นเพราะงานบุญที่มีขึ้นด้านในหน่วยแม่กะสะ
ก็เป็นได้ แต่สำหรับพวกเราทริปนี้ตั้งใจกันจะมาไกลสุดที่ หน่วย (ย่อย)
เซซาโว่ โดยตั้งใจจะเดินเท้าเข้าไปสำผัสความยิ่งใหญ่ของน้ำตก เซซาโว่ในวันรุ่งขึ้น
บ่ายนี้ของพวกเราจึ่งพักผ่อนกันอย่างเต็มที่ พี่เข้มงัดเอา น้ำอบ
แป้งมาเล่นสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน ในฐานะที่วันนี้เป็นวันสงกรานต์
ลำห้วยเซซาโว่ที่ ใสเย็นเป็นเสมือนห้องอาบน้ำชั้นเยี่ยมให้กับเราหลังเหน็ด
เหนื่อยเมื่อยล้ามาทั้งวัน น่าแปลกที่เซซาโว่นี้มีอากาศ ที่เย็นกว่าเมื่อวันวานที่น้ำโจน
หรืออาจจะเป็นภูมิประเทศที่อยู่ค้อนข้างสูงพอสมควรจากน้ำโจน และที่นี้เคยเป็นที่
กลุ่มนักล่าในคราบ นักการเมืองใช้เป็นที่ ล่าสัตว์และผลกรรมสนองโดย
เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ในการไล่ล่าได้ไปตกแถบชานเมืองกรุงเทพ พร้อมซากสัตว์ที่ได้มามากมายจาก
เซซาโว่แห่งนี้ จนเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้นำมาซึ่ง 14 ตุลา วันวิปโยคอันเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของ
บ้านเรา คืนนี้ผมเข้านอนแต่หัวค่ำ หรืออาจจะเป็นเพราะจากอากาศร้อนในตอนกลางวันมาเปลี่ยนเป็นอากาศ
เย็นในตอนย่ำค่ำก็เป็นได้
เช้าวันนี้ผมตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น อาการไข้เมื่อคืนนี้หายไปจนหมดสิ้นพร้อมที่จะออกย่ำเท้า
เข้าสู่น้ำตกเซซาโว่ในวันนี้ หลังอาหารเช้าที่ยังกับอยู่ที่บ้าน
ด้วยเบคอน
ไขกวนและขนมปังปิ้งร้อนๆ
กับ กาแฟหอมฉุย พวกเราก็พร้อมที่จะเดินป่ากันในวันนี้ น้ำดื่ม อาหารกลางวันและ
ชุดเดินป่าทะมัดทะแมงกันทุกคน แต่ที่น่าเสียดายในทริปนี้ที่พวกเราไม่มีผู้นำทางใด
ๆ ทั้งสิ้นในการเดินป่าครั้งนี้ ข้อมูลที่เราได้เป็นเพียงการชีนี้วไปตามแนวเขาเบื้องหน้า
จากเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ถึงที่หมายที่พวกเราต้องเดินไป พวกเราใช้เส้นทางเดินลัดสันเขาในช่วงหนึ่งโดยมุ่งมั่นให้เจอะกับลำห้วย
เซซาโว่อันเป็นจุดยึดเหนี่ยวเพียงสิ่งเดียวกับ การเดินป่าครั้งนี้
เกือบหนึ่งชั่งโมงที่พวกเราแกะรอยจากรอยลู่ของ หญ้าระบัดที่ทึกทักกันว่าน่าจะเป็นรอยทางท้าวคน
ทิศทางคาดคะเนเอาจากความชุ่มชื่นของไม้ใหญ่ที่มองเห็น
อยู่บริเวณหุบที่ต่ำเบื้องล่างที่น่าจะเป็นลำห้วย ด้วยคำแนะนำ ที่ว่าให้เดินเลาะลำห้วยไปตลอดโดยไม่มีการข้าม
ใด ๆ ทั้งสิ้นทำให้เราต้องเดินแกะรอยทางเท้าเก่า ขนานกับลำห้วยไปตลอดเวลา
บางช่วงก็ต้องละออกจาก แนวลำห้วยเพื่อตัดกลับเข้าสู่ป่าด้านบน เมื่อไม่มีทางเท้าให้เดินไปได้
บางช่วงก็ต้องเดินผ่านป่าที่ยังคุกกรุ่น ด้วยไฟป่าที่ยังไม่มอดดับไปเสียทีเดียว
ขบวนพวกเราพยายามไม่ทิ้งห่างกันมากนัก เพราะถ้าไม่มีการติดตาม กันอย่างต่อเนื่องนั่นหมายถึงการหลงในป่ากว้างแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นไปตลอดเวลา
พวกเราต้องทำเครื่องหมาย ไว้กับกิ่งไม้เป็นระยะ ๆ เพื่อที่จะแกะรอยง่ายในช่วงขากลับ
2 ชั่วโมงผ่านไปในการเดินป่าอย่างต่อเนื่อง หลายคนเริ่มหยุดฝีเท้ากันบ่อยครั้งขึ้น
ผมและพี่เข้มต้องหยุดขบวนและปรึกษากันบ่อยครั้งขึ้นถึงเส้นทางที่จะ
เดินต่อเมื่อบ่อยครั้งที่ไม่มีเส้นทางให้เดินต่อไปได้อีก หลายครั้งที่ผมและพี่เข้มต้องพยายามแยกความแตกต่าง
ระหว่างทางด่านของสัตว์กับของคน ว่าเป็นเส้นทางไหนกันแน่โดยยึดเอาลำน้ำเซซาโว่เป็นเส้นทางหลัก
สุดท้ายด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของพวกเรา เกือบ 3 ชั่วโมงเต็มในการเดินป่าพวกเราก็มาสุดทางที่
บริเวณ หน้าผาชันแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะวกตัดเส้นทางเท้าลงไปเบื้องล่างที่เป็นลำห้วย
.. ที่ซึ่งจุดหมายของเรามาถึงแล้ว
น้ำตกเซซาโว่ ยามนี้กลับกลายเป็น แก่งหิน ที่เรียงรายสลับ ซับซ้อน
กันเป็นบริเวณกว้างกว่า 2 ไร่โดยประมาณนั้นมี มอส และตะไคร่ขึ้นอยู่
เต็มไปหมด หน้าผา และแก่งหินบริเวณนี้..
ไม่มีน้ำ..สักหยดให้เห็นในแก่งต่าง
ๆ ที่แห้งเหือดหาย ไปในร่องหลืบโขดหินด้านใน ร่องรอยเท้า ของสัตว์ป่า
ที่ย่ำเป็นเทือกมีให้เห็นอยู่เต็มไปหมด เกาะแก่งที่พวกเราเดินย่ำสำรวจอยู่นี้
จะไม่สามารถทำได้เลยถ้ามีน้ำในตอนนี้ พวกเราเดินลัดเลาะกันไปตามแก่งที่
แห้งผากในตอนนี้พร้อมทั้งมโนภาพเอาว่า ถ้าเป็นน้ำนั้นจะสวยงามขนาด
ไหน โดยเฉพาะหน้าผาชันที่ต้องแนบตัวลงนอนเพื่อมองลงไป หุบเหวลิบ
ๆ ข้างล่างที่สูงไม่ต่ำกว่า 2 300 เมตรจากด้านบน
สิ่งที่หลงเหลือให้เห็นตอนนี้คือ
ความชุ่มชื้นของแก่งต่าง ๆ ที่เราย่ำเท้าลงบนพื้น ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้แน่นอนในยามหน้าน้ำ..
หลาย ๆ
คนนึกถึง
ความงามของน้ำตกนี้น่าจะสวยกว่าถ้า เรามองมาจากหุบเหวด้านล่าง ซึ่งน่าจะเป็นบริเวณ
ป่าทางด้านตะเลอะเซอะที่เราผ่านมา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวังเท่าไรนัก
เพราะด้วยความใหญ่ของแก่งที่แห้ง เหือด ต่าง ๆ เหล่านี้ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจพอสมควรกับพวกเราถึง
ความใหญ่โตมโหฬาร กลางป่าใหญ่นี้ ไม่น่าสงสัยเลย ว่าทำไม น้ำตกเซซาโว่ยังเป็นน้ำตกใหญ่ลึกลับ
ที่น้อยคนนักจะได้สัมผัส อาจจะเป็นเพราะความทุรกันดารใน เส้นทางที่เข้าหา
อย่างน้อยกับการเดินป่า 2 3 ชั่วโมงจากหน่วยเซซาโว่ น่าจะเป็นการกลั่นกรองในระดับหนี่ง
จากนักท่องเที่ยวที่ยังไม่มีความมุ่งมั่นเพียงพอกับน้ำตกใหญ่แห่งนี้
หรือถ้ามีเส้นทางอื่นที่เข้าหาน้ำตกนี้ได้ง่าย กว่าที่พวกเราเข้ามา
ก็คงลำบากไม่แพ้กันสำหรับเส้นทางที่เราเข้ามา
พวกเราเดินกลับย้อนขึ้นมาจากบริเวณ
น้ำตกด้วยความอาลัยอาวรณ์ โดยทุกคนคิดอยู่ในใจว่า รอก่อนนะ.. เซซาโว่
เราจะกลับมายามเมื่อเจ้าพร้อมที่ จะอวดชันความงามสะพรั่งกลางป่าทุ่งใหญ่แห่งนี้..
ความหวานฉ่ำเย็นจากน้ำหวานเฮลบูบอยสีแดงใส ที่หยิบยื่นให้กับย่างก้าวสุดท้าย
ของพวกเราเมื่อใช้ เวลาทั้งหมด
หกชั่วโมงเต็มกับการเดินป่าทั้งไปและกลับจากน้ำตกเซซาโว่
ทำให้พวกเราดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง หลังจากทรุดกองกันอยู่ที่แคมป์พักกันครู่ใหญ่
หลาย ๆ คนต่างโผลงไปในลำห้วยเซซาโว่อีกครั้งเพื่อเรียก ความชุ่มชื่นกลับคืนมาก่อนที่จะเดินทางต่อ
โดยที่จุดมุ่งหมายในคืนสุดท้ายของเราในป่าทุ่งใหญานเรศวรนี้ คือจุดที่เราพึ่งผ่านมาเมื่อวันวาน
หลังจากพักกันหายเหนื่อยแล้ว พวกเราก็เริ่มเก็บแคมป์เพื่อย้อนกลับเส้นทาง
หน่วยซ่งไท้แทนที่จะมุ่งหน้าไปแม่กระสะ พวกเราย้อนกลับผ่านทุ่งหญ้าสะวันน่า
ด้วยความเปรมปรีด์อีกครั้ง กับแสงสีทองยามบ่ายที่อาบไปทั้งทั่วทุ่ง
พวกเราเดินทางกันอย่างไม่เร่งรีบเพราะเหนื่อยล้าจากการเดินป่ามา
ค่อนวันอีกทั้งยังอยากที่จะเห็นเจ้าของบ้านมาปรากฎกายให้เห็นอีกเหมือนหลาย
ๆวันที่ผ่านมา จนเวลาใกล้ค่ำพวกเราก็มาถึง ลำห้วยดงวี่ในที่สุด
ลำห้วยดงวี่ตอนนี้เงียบสงัด
และเลือนลางมากในยามที่แสงสุดท้าย กำลังลับขอบฟ้าไป ร่มไม้ใหญ่ที่
โอบอุ้มอยู่นี้บริเวณนี้มืดลงไปเลยทีเดียว นั่นทำให้พวกเราจำเป็นที่จะต้องพักแรมกันที่นี่แทนที่จะ
ขับต่อไปในยามวิกาลซึ่งแน่นอนย่อมเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เจ้ายักใหญ่ตะกูลคานแข็งทั้ง
3 คัน
ต้องจอดแช่อยู่ในน้ำทั้งคืนโดยหันหัว
ไปในทางเดียวกันในลักษณะที่พร้อมที่จะกระโจนขึ้นฝั่งได้ตลอดเวลา
ที่ต้องการ ลานโล่ง ๆ พอประมาณริมลำห้วย กับแคมป์พักอย่างง่าย ๆ
ถูกตระเตรียมอย่างเร่งรีบให้ทันกับแสงสว่างที่กำลังจะจางหายไปของวันนี้
คืนนี้พวกเรานอนฟังเสียงไหล ของห้วยดงหวี่ที่ห่างออกไปไม่ถึง 2 เมตร
แสงจันทร์ในคืนเดือนหงายที่ส่องทะลุลงมายังผิวน้ำ ที่สะท้อนเป็นคลื่นไหว
ๆ ให้เห็นสวยงามในความเงียบสงบยามนี้ หิ้งห้อยหลาย ๆ ตัวบินมารายล้อมแค้มป์พัก
เสมือนจะมาเยี่ยมเยียนสัตว์แปลกหน้าที่มาถึงถิ่น.. ค่ำคืนนี้พวกเราต้องลุกขึ้นมากลางดึกกันบ่อยครั้งเมื่อแว่ว
เสียงสวบสาบที่มาจากไพรลึกด้านใน พร้อมกับเสียงร้องของสัตว์นานาชนิดที่รายรอบแค้มป์พัก
จนเวลารุ่งสาง ค่ำคืนนั้นก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยถึงแม้จะนอนหวั่น
ๆ กันอยู่ก็ตาม เสียงนกร้องก้องไพร และเสียงขับขาน ของชะนีทำให้
ลำห้วยดงวี่นี้สวยงามกว่าเมื่อวันวานที่เข้ามาเสียอีก กี่ครั้ง กี่หนจนแทบจะจำไม่ได้ที่หลาย
ๆ คน ต้องถึงกับเอนกายลงนอนท่ามกลางลำห้วยนี้ด้วยความสุข สมหวังเสมือนหนึ่งกำลัง
ที่พึงจะได้จากลำห้วยนี้ ก่อนที่จะเดินทางกลับถิ่นภูมิลำเนา
บันทึกการเดินทางสู่ทุ่งใหญ่นเรศวรครั้งนี้คงต้องจบลงเพียงเท่านี้
พร้อมกับคำสัญญาที่อยากจะให้ไว้กับตัว เองและผู้อ่านว่า.. รอข้าก่อนนะ
น้ำตกเซซาโว่ ห้วยดงวี่ แก่งน้ำโจน ข้าจะกลับมาอีกตามสัญญา
สวัสดีครับ
หนูขาว
22 เมษายน 2546