จันทร์,21 กรกฎาคม 2551
 
[ Home ]

+ น้ำโจน สายน้ำแห่ง ความขัดแย้ง

+ น้ำตกเซซาโว่ น้ำตกใหญ่ ที่ซ่อนตัว อยู่กลางป่าใหญ่


+ รูปหน้า1
+ รูปหน้า2
+ รูปหน้า3

 


ทุ่งใหญ่นเรศวร

11-15 เมษายน 2546

มาอ่านคนที่ 3583
เขียนความเห็นเกี่ยวกับทริปนี้ได้ที่นี่

  
    
ตอนที่ 2 น้ำตกเซซาโว่ น้ำตกใหญ่ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าใหญ่ และห้วยดงวี่ (ตอนจบ)

… กลับมาอีกครั้งในตอนที่สอง ตามสัญญาว่าด้วยการเดินทางที่ลึกเข้าไปในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร หลังจากที่พวกเราได้แวะส่งและร่ำลากับ ปู่เถียร ที่หน่วยทิคองแล้ว พวกเราก็เริ่มเดินทางต่อ บนเส้นทาง 25 กิโลเมตรสู่ หน่วยซ่งไท้ หรือ หน่วยมหาราชซึ่งเป็นชื่อใหม่ที่ตั้งให้เป็นเกียรติต่อ พระนเรศวรมหาราช ซึ่งเชื่อกันว่า ท่านเคยนำทัฟผ่านทุ่งใหญ่แห่งนี้ บนเส้นทางจาก ทิคองไปซ่งไท้ ไม่เหมือนเส้นทางจากทินวยเมื่อขาเข้าเพราะเริ่มเป็นเส้นทางลัดเลาะไปตามไหล่เขาสลับซับซ้อน มาถึงตอนนี้ถ้ามองย้อนกลับไปด้านหลัง ก็จะสังเกตุได้ว่า พวกเราได้เข้ามาสู่กลางวงล้อม ของขุนเขาคนานับที่ โอ้บล้อมพวกเราอยู่รายรอบด้าน เส้นทางช่วงแรก ๆ เรื่มโล่งขึ้น ดูโปร่งตาไปด้วยกลุ่ม ต้นปรงและ ไม้ไผ่กอใหญ่ที่ขึ้นสลับซับแซม กับลำห้วยที่แห้งเหือดเมือกลางเดือนเมษา ช่วงนี้ ถึงกระนั้นก็ตามบางช่วง ความชุ่มชื้นของป่าก็ยังคงมีให้เห็นจากปลักโคลนตามร่องล้อที่มีให้ดิ้นผ่านเป็นระยะ ๆ พอหอมปากหอมคอ

เนินแล้วเนินเล่าที่พวกเราคืบคลาน ไปอย่างช้า ๆ เพื่อที่จะหวังได้เห็นเจ้าของบ้านที่น่าจะมีให้เห็น ตามทุ่งหญ้าระบัดที่ขึ้นอยู่สองไหล่ทาง ส่วนมากพวกเราหลบเลี่ยง ร่องล้อลึกที่เกิดจากร่องน้ำด้วย โดยการวิ่งปีนอยู่บนร่องอยู่เกือบตลอดแนว บางช่วงที่เป็นเขาชันและยาวจนไม่มีที่ให้สวนกันได้ ก็จะมีป้าย เตือนให้หยุดฟังเสียงรถที่สวนมาก่อนขึ้นไป อยู่เป็นระยะ จนเวลาล่วงมาได้เกือบชั่วโมง ที่เราวิ่งมาจากทิคอง ผมก็ต้องหยุดรถ โดยทันทีพร้อมกับแว่วเสียงร้อนรน จากทางวิทยุโดย พี่เข้มว่า “ เฮ้ย เก้ง ๆ โว้ย” ผมรีบดับเครื่องยนต์โดยทันที ที่รับรู้ข้อความ พร้อมทั้งกราดสายตาไปตามแนวป่าด้านซ้าย ที่พี่เข้มให้สัญญาณ บอกว่า สัมผัสแรกที่ผมเห็นคือ “สัตว์ชนิดหนึ่ง เคลื่อนตัวไหว ๆ อยู่ด้านหลังกอไพร โดยมีสีน้ำตาล อ่อน และสูงประมาณ ระดับเอวของผู้ใหญ่ตัวโต ๆ ก็ว่าได้” แค่เพียงอึดใจกลั้น พวกเราต่างพากัน ย่อง และซุ่มดู อย่างเงียบที่สุดที่ พวกเราจะทำได้ แม้กระทั่งวิทยุสื่อสารที่เรียกมาจาก ม้ากระโดดที่ล่วงหน้าไปก่อน ก็ต้องถูกปิดเงียบไปชั่วขณะ.. และแล้วแค่เพียงไม่ถึงอึดใจ เจ้าของบ้านผู้หวั่นไหวกับคนแปลกหน้าในบ้านของเขาก็เริ่ม ผ่อนคลายความรู้สึกใน เภียกภัยอันตราย ที่อาจจะเกิดขึ้นจากสัตว์สองเท้ากลุ่มนี้ … เขาเริ่มเคลื่อนตัวออกมาช้า ๆ พร้อมก้าวย่างออกมาให้เห็นชัดเจน กลางทุ่งหญ้าระบัดที่ขึ้นอยู่รายรอบ… จมูกที่เงยขึ้นเพื่อพยายามสูด หากลิ่นอันตรายและย่างก้าวที่ระแวดระวังภัย เต็มที่และที่สำคัญก้าวย่างนั้นดันเดินเข้ามาหาตำแหน่งที่พวกเราซุ่มดูอยู่ซะด้วยซิ นั่นทำให้พวกเราแทบจะไม่กล้าหายใจกันเลยทีเดียว… เพียงชั่วไม่นาน ภาพของเจ้าของบ้านที่น่ารัก และไร้เดียงสาที่อยู่ท่ามกลางป่าเขา ก็ถูกบันทึกทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว แทบทุกอิริยบถไพร ..

พวกเราสตาร์ทเครื่องยนต์พร้อมเคลื่อนขบวนต่อกันด้วยความตื่นเต้นในภาพจักษุที่พึ่งผ่านพ้น เสียงบ่นรำพึงด้วยความเสียดายจากพี่รสที่ไม่ได้ชมด้วยตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม พี่รสและพี่รงค์ก็ถูกชดเชย ด้วย นกยูงแสนสวยที่ส่งมาเดินบนร่องล้อห่างจากหน้ารถไม่ถึง 3 เมตรโดยไม่ยี่หร่าว่ามีอะไรวิ่งมาข้างหลัง พวกเราหยุดรถ พร้อมดับเครื่องอีกเช่นเคยก่อนที่จะย่องตามเจ้านกยูงแสนสวยเดินหายเข้าไปในราวป่าด้านข้าง มาถึงตอนนี้พวกเราต่างเคลื่อนขบวนติดตามกันให้ช้าที่สุดเท่าที่จะช้าได้เมื่อได้รู้ว่าสองข้างทางนั้นมีสัตว์ป่ารอให้พบเห็นอยู่มากมาย แทบไม่ต้องพูดถึง ไก่ป่าที่วิ่งนำหน้าให้เห็นอยู่เป็นระยะ ๆ ที่วิ่งมุดลอดแถว ๆ กอไผ่ ริมลำน้ำสายเล็ก ๆ ที่มีก่อนถึงด่านซ่งไท้ จนประมาณเที่ยงวันพวกเราก็มาถึงด่านซ่งไท้ ที่ซึ่งมี สัญลักษณ์เครื่องหมายมรดกโลก โดดเด่นเป็นสง่าอยู่อย่างน่าภาคภูมิใจ ต่อสมบัติอันล้ำค่าที่อยู่ในผืนป่าแผ่นดินไทย พวกเราแวะทานอาหารกลางวันกันง่าย ๆ ที่ริมลำห้วยซ่งไท้ นี้ ก่อนที่จะเดินทางต่อ ไปยังห้วยดงวี่อันเป็นที่พักรถในครั้งต่อไป เส้นทางช่วงออกจากซ่งไท้ เป็นเส้นทางที่เริ่มปีนป่ายหน้าผาชันขึ้นไปเป็นลำดับ ซึ่งก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับพวกเรา อาจจะเป็นด้วยหน้าแล้งที่ไม่มีร่องโคลนให้ได้ออกกำลังกันมากนัก ไอแดดร้อนระยิบระยับท่ามกลางป่าดิบเขาที่รายล้อมตัวเรา คงยากที่จะเห็นสรรพสัตว์ให้ออกมาให้เห็นเหมือนที่ทิคองเป็นแน่ เนินชันบางช่วงคงเป็นเนินฉกรรจ์ในช่วงหน้าฝนเป็นแน่แท้


เพียงไม่นานนักเส้นทางก็เริ่มตัด ลงสู่หุบเบื้องล่างเป็นลำดับ จนมาถึงจุดร่มรื่นริมลำธารใส ที่มีพื้นเป็นหินกรวดก้อนเล็ก ๆ สายธารนี้มีอดีตเรื่องราวมากมาย ในยุคการต่อสู้ของปัญญาชน เพื่อประชาธิปไตร ซึ่งผมขอละไม่กล่าวถึงในการบอกเล่าครั้งนี้ แต่โดยสภาพสายธารกว้างประมาณ 15 เมตร ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ทั้งสองข้าง ริมตลิ่งที่ชโงกงุ้มเข้ามาดั่งอุโมงค์ ที่หยิบยื่นความร่มรื่นฉ่ำเย็นที่พลัดผ่าน มาจากความดิบแล้งด้านบน โดยที่มีน้ำลึกประมาณหน้าแข้งยามแล้งนี้ ครับ ลำห้วยดงหวี่ หรือสายธารสวยนี้… ประสบการณ์ตามป่าเขาหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา ผมบอกกับตัวเองว่า ลำห้วยดงวี่ คือลำธารสายสวยที่ผมอยากให้เป็นที่หนึ่งในใจผม และผมคิดว่าคงเป็นสุดยอดในใจของใครอีกหลาย ๆ คนที่เคยผ่านทาง พวกเราตกลงกันว่าเราจะแวะดื่มด่ำบรรยากาศที่ลำห้วยนี้อีกครั้งในช่วงขากลับ


เส้นทางจากลำห้วยดงวี่ เริ่มตัดขึ้นสู่เนินชัน อีกครั้งลัดเลาะไปตามสันเขาที่สลับซับซ้อนไปเรื่อย ๆ มาถึงตอนนี้ ทุ่งหญ้าแบบสะวันน่าเริ่มมีให้เห็นหนาตามาก ๆ ทุกที บางช่วงเส้นทางก็พาเรากลับลงหุบอีกครั้ง พวกเราผ่านลำห้วย ตะเลอะเซอะ ที่ยามนี้น้ำแห้งผากจนมองเห็นหญ้าวัชพืชขึ้นปกคลุมร่องน้ำเต็มไปหมด จนเส้นทางนี้พาเราขึ้นไปจนจบ ช่องเขาแคบบริเวณหนึ่งที่มีโขดหิน ระเกะ ระกะ เต็มไปหมดทั้งบริเวณ ที่ซึ่งเป็นที่ตั้ง ศาลฤาษีที่ปกป้องรักษาสรรพสัตว์ทั้งหลายในป่าทุ่งใหญาแห่งนี้ และเปรียบเสมือนหนึ่งประตูทาง เข้า ทุ่งหญ้าระบัดอันกว้างขวางสุดลูกหูลูกตาที่ขึ้นสลับซับแซมด้วย ต้นปรงหรือไม้พันปีที่มีอายุขัยอันยาวนาน พวกเรามาถึงบริเวณนี้เมื่อเวลาเริ่มบ่ายคล้อย แสงสีทองอ่อนยามบ่าย นำพาให้ทั้งท้องทุ่งหญ้าระบัดนี้ มีสีทองทาบทาไปทั้งหุบเขาโดยมีฉากหลังเป็นทิวเขาใหญ่น้อยโอบล้อมพวกเราอยู่ทุก ๆ ด้าน และที่สำคัญคือ ดอกกระเจียว สีม่วงครามขึ้นแข่งขันกันอวดชูช่อความงามไปทั้งทุ่งหญ้า และที่นี่เองที่ สัณนิฐานว่า ทัพของสมเด็จนเรศวรเคยมาหยุดพักกันที่นี่ และมีการปลูกข้าวเพื่อหล่อเลี้ยง ทั้งกองทัพที่บริเวณนี้ด้วยลักษณะที่เป็นทุ่งหญ้าเรียบกว้างขวางสุดลูกหูลูกตา และนี่กระมัง ทุ่งหญ้าแบบสะวันน่าที่เรากำลังเลียบผ่านอยู่นี้ถึงมีชื่อว่า ทุ่งใหญ่นเรศวร….


เมื่อวิ่งเลียบลงมาจากทุ่งหญ้าสะวันนาด้านบนแล้ว พวกเราก็กลับสู่ลงหุบเขาอีกครั้งที่ซึ่งเป็นที่ตั้งของ หน่วย (ย่อย) เซซาโว่ อันเป็นจุดพักแรมในค่ำคืนที่สองนี้ หน่วย(ย่อย) เซซาโว่ วันนี้ไม่เงียบเหงาเท่าใดนัก มีนักเดินทางผ่านไปผ่านมาพอสมควร อาจจะเป็นเพราะงานบุญที่มีขึ้นด้านในหน่วยแม่กะสะ ก็เป็นได้ แต่สำหรับพวกเราทริปนี้ตั้งใจกันจะมาไกลสุดที่ หน่วย (ย่อย) เซซาโว่ โดยตั้งใจจะเดินเท้าเข้าไปสำผัสความยิ่งใหญ่ของน้ำตก เซซาโว่ในวันรุ่งขึ้น บ่ายนี้ของพวกเราจึ่งพักผ่อนกันอย่างเต็มที่ พี่เข้มงัดเอา น้ำอบ แป้งมาเล่นสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน ในฐานะที่วันนี้เป็นวันสงกรานต์ ลำห้วยเซซาโว่ที่ ใสเย็นเป็นเสมือนห้องอาบน้ำชั้นเยี่ยมให้กับเราหลังเหน็ด เหนื่อยเมื่อยล้ามาทั้งวัน น่าแปลกที่เซซาโว่นี้มีอากาศ ที่เย็นกว่าเมื่อวันวานที่น้ำโจน หรืออาจจะเป็นภูมิประเทศที่อยู่ค้อนข้างสูงพอสมควรจากน้ำโจน และที่นี้เคยเป็นที่ กลุ่มนักล่าในคราบ นักการเมืองใช้เป็นที่ ล่าสัตว์และผลกรรมสนองโดย เฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ในการไล่ล่าได้ไปตกแถบชานเมืองกรุงเทพ พร้อมซากสัตว์ที่ได้มามากมายจาก เซซาโว่แห่งนี้ จนเหตุการณ์ในครั้งนั้นได้นำมาซึ่ง 14 ตุลา วันวิปโยคอันเป็นส่วนหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ของ บ้านเรา คืนนี้ผมเข้านอนแต่หัวค่ำ หรืออาจจะเป็นเพราะจากอากาศร้อนในตอนกลางวันมาเปลี่ยนเป็นอากาศ เย็นในตอนย่ำค่ำก็เป็นได้

เช้าวันนี้ผมตื่นมาพร้อมกับความสดชื่น อาการไข้เมื่อคืนนี้หายไปจนหมดสิ้นพร้อมที่จะออกย่ำเท้า เข้าสู่น้ำตกเซซาโว่ในวันนี้ หลังอาหารเช้าที่ยังกับอยู่ที่บ้าน ด้วยเบคอน ไขกวนและขนมปังปิ้งร้อนๆ กับ กาแฟหอมฉุย พวกเราก็พร้อมที่จะเดินป่ากันในวันนี้ น้ำดื่ม อาหารกลางวันและ ชุดเดินป่าทะมัดทะแมงกันทุกคน แต่ที่น่าเสียดายในทริปนี้ที่พวกเราไม่มีผู้นำทางใด ๆ ทั้งสิ้นในการเดินป่าครั้งนี้ ข้อมูลที่เราได้เป็นเพียงการชีนี้วไปตามแนวเขาเบื้องหน้า จากเจ้าหน้าที่ประจำหน่วย ถึงที่หมายที่พวกเราต้องเดินไป พวกเราใช้เส้นทางเดินลัดสันเขาในช่วงหนึ่งโดยมุ่งมั่นให้เจอะกับลำห้วย เซซาโว่อันเป็นจุดยึดเหนี่ยวเพียงสิ่งเดียวกับ การเดินป่าครั้งนี้ เกือบหนึ่งชั่งโมงที่พวกเราแกะรอยจากรอยลู่ของ หญ้าระบัดที่ทึกทักกันว่าน่าจะเป็นรอยทางท้าวคน ทิศทางคาดคะเนเอาจากความชุ่มชื่นของไม้ใหญ่ที่มองเห็น อยู่บริเวณหุบที่ต่ำเบื้องล่างที่น่าจะเป็นลำห้วย ด้วยคำแนะนำ ที่ว่าให้เดินเลาะลำห้วยไปตลอดโดยไม่มีการข้าม ใด ๆ ทั้งสิ้นทำให้เราต้องเดินแกะรอยทางเท้าเก่า ขนานกับลำห้วยไปตลอดเวลา บางช่วงก็ต้องละออกจาก แนวลำห้วยเพื่อตัดกลับเข้าสู่ป่าด้านบน เมื่อไม่มีทางเท้าให้เดินไปได้ บางช่วงก็ต้องเดินผ่านป่าที่ยังคุกกรุ่น ด้วยไฟป่าที่ยังไม่มอดดับไปเสียทีเดียว ขบวนพวกเราพยายามไม่ทิ้งห่างกันมากนัก เพราะถ้าไม่มีการติดตาม กันอย่างต่อเนื่องนั่นหมายถึงการหลงในป่ากว้างแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นไปตลอดเวลา พวกเราต้องทำเครื่องหมาย ไว้กับกิ่งไม้เป็นระยะ ๆ เพื่อที่จะแกะรอยง่ายในช่วงขากลับ 2 ชั่วโมงผ่านไปในการเดินป่าอย่างต่อเนื่อง หลายคนเริ่มหยุดฝีเท้ากันบ่อยครั้งขึ้น ผมและพี่เข้มต้องหยุดขบวนและปรึกษากันบ่อยครั้งขึ้นถึงเส้นทางที่จะ เดินต่อเมื่อบ่อยครั้งที่ไม่มีเส้นทางให้เดินต่อไปได้อีก หลายครั้งที่ผมและพี่เข้มต้องพยายามแยกความแตกต่าง ระหว่างทางด่านของสัตว์กับของคน ว่าเป็นเส้นทางไหนกันแน่โดยยึดเอาลำน้ำเซซาโว่เป็นเส้นทางหลัก สุดท้ายด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของพวกเรา เกือบ 3 ชั่วโมงเต็มในการเดินป่าพวกเราก็มาสุดทางที่ บริเวณ หน้าผาชันแห่งหนึ่ง ก่อนที่จะวกตัดเส้นทางเท้าลงไปเบื้องล่างที่เป็นลำห้วย .. ที่ซึ่งจุดหมายของเรามาถึงแล้ว


น้ำตกเซซาโว่ ยามนี้กลับกลายเป็น แก่งหิน ที่เรียงรายสลับ ซับซ้อน กันเป็นบริเวณกว้างกว่า 2 ไร่โดยประมาณนั้นมี มอส และตะไคร่ขึ้นอยู่ เต็มไปหมด หน้าผา และแก่งหินบริเวณนี้.. ไม่มีน้ำ..สักหยดให้เห็นในแก่งต่าง ๆ ที่แห้งเหือดหาย ไปในร่องหลืบโขดหินด้านใน ร่องรอยเท้า ของสัตว์ป่า ที่ย่ำเป็นเทือกมีให้เห็นอยู่เต็มไปหมด เกาะแก่งที่พวกเราเดินย่ำสำรวจอยู่นี้ จะไม่สามารถทำได้เลยถ้ามีน้ำในตอนนี้ พวกเราเดินลัดเลาะกันไปตามแก่งที่ แห้งผากในตอนนี้พร้อมทั้งมโนภาพเอาว่า ถ้าเป็นน้ำนั้นจะสวยงามขนาด ไหน โดยเฉพาะหน้าผาชันที่ต้องแนบตัวลงนอนเพื่อมองลงไป หุบเหวลิบ ๆ ข้างล่างที่สูงไม่ต่ำกว่า 2 – 300 เมตรจากด้านบน… สิ่งที่หลงเหลือให้เห็นตอนนี้คือ ความชุ่มชื้นของแก่งต่าง ๆ ที่เราย่ำเท้าลงบนพื้น ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้แน่นอนในยามหน้าน้ำ.. หลาย ๆ คนนึกถึง ความงามของน้ำตกนี้น่าจะสวยกว่าถ้า เรามองมาจากหุบเหวด้านล่าง ซึ่งน่าจะเป็นบริเวณ ป่าทางด้านตะเลอะเซอะที่เราผ่านมา แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวังเท่าไรนัก เพราะด้วยความใหญ่ของแก่งที่แห้ง เหือด ต่าง ๆ เหล่านี้ก็สร้างความตื่นตาตื่นใจพอสมควรกับพวกเราถึง ความใหญ่โตมโหฬาร กลางป่าใหญ่นี้ ไม่น่าสงสัยเลย ว่าทำไม น้ำตกเซซาโว่ยังเป็นน้ำตกใหญ่ลึกลับ ที่น้อยคนนักจะได้สัมผัส อาจจะเป็นเพราะความทุรกันดารใน เส้นทางที่เข้าหา อย่างน้อยกับการเดินป่า 2 –3 ชั่วโมงจากหน่วยเซซาโว่ น่าจะเป็นการกลั่นกรองในระดับหนี่ง จากนักท่องเที่ยวที่ยังไม่มีความมุ่งมั่นเพียงพอกับน้ำตกใหญ่แห่งนี้ หรือถ้ามีเส้นทางอื่นที่เข้าหาน้ำตกนี้ได้ง่าย กว่าที่พวกเราเข้ามา ก็คงลำบากไม่แพ้กันสำหรับเส้นทางที่เราเข้ามา… พวกเราเดินกลับย้อนขึ้นมาจากบริเวณ น้ำตกด้วยความอาลัยอาวรณ์ โดยทุกคนคิดอยู่ในใจว่า รอก่อนนะ.. เซซาโว่ เราจะกลับมายามเมื่อเจ้าพร้อมที่ จะอวดชันความงามสะพรั่งกลางป่าทุ่งใหญ่แห่งนี้..


ความหวานฉ่ำเย็นจากน้ำหวานเฮลบูบอยสีแดงใส ที่หยิบยื่นให้กับย่างก้าวสุดท้าย ของพวกเราเมื่อใช้ เวลาทั้งหมด หกชั่วโมงเต็มกับการเดินป่าทั้งไปและกลับจากน้ำตกเซซาโว่ ทำให้พวกเราดีขึ้นมาในระดับหนึ่ง หลังจากทรุดกองกันอยู่ที่แคมป์พักกันครู่ใหญ่ หลาย ๆ คนต่างโผลงไปในลำห้วยเซซาโว่อีกครั้งเพื่อเรียก ความชุ่มชื่นกลับคืนมาก่อนที่จะเดินทางต่อ โดยที่จุดมุ่งหมายในคืนสุดท้ายของเราในป่าทุ่งใหญานเรศวรนี้ คือจุดที่เราพึ่งผ่านมาเมื่อวันวาน หลังจากพักกันหายเหนื่อยแล้ว พวกเราก็เริ่มเก็บแคมป์เพื่อย้อนกลับเส้นทาง หน่วยซ่งไท้แทนที่จะมุ่งหน้าไปแม่กระสะ พวกเราย้อนกลับผ่านทุ่งหญ้าสะวันน่า ด้วยความเปรมปรีด์อีกครั้ง กับแสงสีทองยามบ่ายที่อาบไปทั้งทั่วทุ่ง พวกเราเดินทางกันอย่างไม่เร่งรีบเพราะเหนื่อยล้าจากการเดินป่ามา ค่อนวันอีกทั้งยังอยากที่จะเห็นเจ้าของบ้านมาปรากฎกายให้เห็นอีกเหมือนหลาย ๆวันที่ผ่านมา จนเวลาใกล้ค่ำพวกเราก็มาถึง ลำห้วยดงวี่ในที่สุด


ลำห้วยดงวี่ตอนนี้เงียบสงัด และเลือนลางมากในยามที่แสงสุดท้าย กำลังลับขอบฟ้าไป ร่มไม้ใหญ่ที่ โอบอุ้มอยู่นี้บริเวณนี้มืดลงไปเลยทีเดียว นั่นทำให้พวกเราจำเป็นที่จะต้องพักแรมกันที่นี่แทนที่จะ ขับต่อไปในยามวิกาลซึ่งแน่นอนย่อมเป็นผลเสียมากกว่าผลดี เจ้ายักใหญ่ตะกูลคานแข็งทั้ง 3 คัน ต้องจอดแช่อยู่ในน้ำทั้งคืนโดยหันหัว ไปในทางเดียวกันในลักษณะที่พร้อมที่จะกระโจนขึ้นฝั่งได้ตลอดเวลา ที่ต้องการ ลานโล่ง ๆ พอประมาณริมลำห้วย กับแคมป์พักอย่างง่าย ๆ ถูกตระเตรียมอย่างเร่งรีบให้ทันกับแสงสว่างที่กำลังจะจางหายไปของวันนี้ คืนนี้พวกเรานอนฟังเสียงไหล ของห้วยดงหวี่ที่ห่างออกไปไม่ถึง 2 เมตร แสงจันทร์ในคืนเดือนหงายที่ส่องทะลุลงมายังผิวน้ำ ที่สะท้อนเป็นคลื่นไหว ๆ ให้เห็นสวยงามในความเงียบสงบยามนี้ หิ้งห้อยหลาย ๆ ตัวบินมารายล้อมแค้มป์พัก เสมือนจะมาเยี่ยมเยียนสัตว์แปลกหน้าที่มาถึงถิ่น.. ค่ำคืนนี้พวกเราต้องลุกขึ้นมากลางดึกกันบ่อยครั้งเมื่อแว่ว เสียงสวบสาบที่มาจากไพรลึกด้านใน พร้อมกับเสียงร้องของสัตว์นานาชนิดที่รายรอบแค้มป์พัก จนเวลารุ่งสาง ค่ำคืนนั้นก็ผ่านไปด้วยความเรียบร้อยถึงแม้จะนอนหวั่น ๆ กันอยู่ก็ตาม เสียงนกร้องก้องไพร และเสียงขับขาน ของชะนีทำให้ ลำห้วยดงวี่นี้สวยงามกว่าเมื่อวันวานที่เข้ามาเสียอีก กี่ครั้ง กี่หนจนแทบจะจำไม่ได้ที่หลาย ๆ คน ต้องถึงกับเอนกายลงนอนท่ามกลางลำห้วยนี้ด้วยความสุข สมหวังเสมือนหนึ่งกำลัง ที่พึงจะได้จากลำห้วยนี้ ก่อนที่จะเดินทางกลับถิ่นภูมิลำเนา
… บันทึกการเดินทางสู่ทุ่งใหญ่นเรศวรครั้งนี้คงต้องจบลงเพียงเท่านี้ พร้อมกับคำสัญญาที่อยากจะให้ไว้กับตัว เองและผู้อ่านว่า.. รอข้าก่อนนะ น้ำตกเซซาโว่ ห้วยดงวี่ แก่งน้ำโจน ข้าจะกลับมาอีกตามสัญญา…

 

สวัสดีครับ

หนูขาว
22 เมษายน 2546


เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นเลยครับ

 ความเห็น: รอง เข้าไปใน เหมืองเต่าดํา อ. ไทรโยค จ. กาญจนบุรี

 ชื่อ: เปา วังโพธิ์  (8/7/2551)

 ความเห็น:

 ชื่อ:   (3/7/2551)

 ความเห็น:

 ชื่อ:   (21/3/2551)

 ความเห็น: ผมพึงไปมา ทางธรรมดา เอาแลนกุเซอไป

 ชื่อ: บอล  (4/2/2551)

 ความเห็น: พ่อทำงานน้ำโจน ตอนเด็กๆเคยไปอยู่มาแล้ว

 ชื่อ: โหน่ง  (27/11/2550)

 ความเห็น: ขอแผนที่กันนะ

 ชื่อ: macora  (20/11/2550)

 ความเห็น: พ่อผมเคยทำงานที่น้ำโจน ผมเคยไปน้ำโจนตอนเขามีโครงการสำรวจแควใหญ่ตอนบน ผมนั่งเรือการไฟฟ้าไปกับพ่อ ประมาณ3-4ชั่วโมงคนขับเรือเก่งมากๆ

 ชื่อ: โหน่งลูกลุงเผือกแค้มป์สำรวจ   (16/11/2550)

 ความเห็น: แจ่มมากครับไปมาล่าสุด (หน้าฝน) ไม่ไหว เหนื่อยกับการลากวินท์ แต่อย่างอื่นก็โอ

 ชื่อ: anw  (13/11/2550)

 ความเห็น: เมื่อ ต้นเดือนต.คได้ยินว่า มีกลุ่ม offroad จากปากน้ำ เข้าทุ่งใหญ่ -ทิไล่ป้า แต่ไม่เห็นเขาเอาภาพสวยๆมาให้ชมบ้าง รบกวนพี่

 ชื่อ:   (15/10/2550)

 ความเห็น: เคยไปแต่ไปไม่ถึงครับ ฝนตกหนักลื่นมากอีก4กิโลเมตรแต่ไปไม่ไหวกลัวตกเหวทางโหดสุดๆครับหน้าแล้งป่าเปิดจะไปใหม่ครับ

 ชื่อ: ศักดิ์  (3/9/2550)

 ความเห็น: เปิดให้เข้าเมื่อไหร่คับในปี50

 ชื่อ: Hua Hin AD  (24/8/2550)

 ความเห็น: ไปมาแล้วเมื่อ ปลายเดือน มิถุนายน 2550 ช่วงก่อนปิดป่าห้ามเข้าเพื่อฟื้นฟูธรรมชาติ อุดมสมบูรณ์มาก รถต้องพร้อม ด้วยอุปกรณ์ Offroad ที่ครบครัน ไม่งั้นมีสิทธิ์ กินข้าวลิง ตรงลานหาดทราย ท่ามาลี น้ำออกสีแดงเข้ม เชี่ยวหลากมาก ประกอบเสียงน้ำดังอื้ออึง แรงมาก เนื่องจากเป็นฤดูฝน ผมและเพื่อน รวม 5 คน รถ 3 คัน ต้องใช้แอ่งน้ำซับที่ซึมไหลมาตามซอกเขา อาบกัน ก็สนุกดี

 ชื่อ: LEO  (2/8/2550)

 ความเห็น: ฮู้ๆๆๆๆๆๆๆๆๆน่านุกอะ

 ชื่อ: ปาเจโร้  (4/6/2550)

 ความเห็น: เสื่อที่ได้ยินน่ะ เสียงผมเองแหละ อย่าจะให้พาเข้ามาเที่ยวจตุจักรบ้าง

 ชื่อ: ลายพาดกลอน  (17/4/2550)

 ความเห็น: เข้าได้หลายทาง แต่ให้มันต้องเข้าทาง ไล่โว้หรือสะเนพ่องแล้วต้องไปให้ถึงด่านจะแก

 ชื่อ: นาย พี CJ 6  (14/2/2550)

 ความเห็น: เคยไปแต่เข้าไม่ถึง

 ชื่อ: น้องเร  (18/1/2550)

 ความเห็น: ผมไปเข้าด้านตะวันออกก้อสนุกดี ได้ขัดสมุนไพร ได้แผลก้อเยอะมันน่าจะทะลุสังขะได้นะ ดูจาก GPS ก้อไม่กี่โลเอง แต่เพื่อนที่ขับ ฮ. อยู่ที่กาญจน์บอกว่ามีเขากันอยู่ไม่สามารถทะลุได้ ธรรมชาติสวยดีครับป่าก็อสมบรูณ์มาก

 ชื่อ: ALEX  (12/1/2550)

 ความเห็น: ไปมาแล้วเมื่อ ธันวาคม ปีที่แล้ว พักที่เดียวกันเลย เราโชคดีหน่อยได้เห็นรอยเสือตรงหากทรายพอดี พอตกดึกก็ได้ยินเสียงเสือด้วย นับว่าเป็นสถานที่ที่สวยงามมากค่ะ แต่ก็มีขยะเยอะเหมือนกันนะ นำเข้าไปได้ก็น่าจะนำออกมาทิ้งได้นะค่ะ

 ชื่อ: รักษ์ป่า  (21/11/2549)

 ความเห็น:

 ชื่อ:   (11/11/2549)

 ความเห็น: เหว มันส์มาก ถึงแล้วหายเหนี่ย ไปตอนช่วงพายุเข้า

 ชื่อ: RB52  (11/11/2549)

 ความเห็น: เหอๆๆๆๆ......................อ่านแล้วดูดีแต่ลุงเข้าอีกทาง

 ชื่อ: ลุงอำ  (26/9/2549)

 ความเห็น: เราอ่านเเล้วก็ดีเเต่ว่าเราไปมาเเล้วมันดี

 ชื่อ: สามารถ  (20/8/2549)

 ความเห็น:

 ชื่อ:   (23/6/2549)

 ความเห็น: นับว่าคุณ..และคุณ..คุณโชคดีมาก ที่ได้มีโอกาสเข้าไปถึงเซซ่าโว่..ถิ่นที่มีความงดงาม..แต่ถ้าให้เป็นที่สุดต้องให้ถึง..สะดือทุ่งใหญ่..จะได้บรรยากาศที่ประทับใจ... น่าภูมิใจ..สถานที่ที่เป็นที่ประกอบพิธีของชาวกะเหรี่ยงในถิ่นนี้..ครับ

 ชื่อ: ดำ..เดินดง  (5/5/2549)

 ความเห็น: เคยไปมาเเล้วไปเจอเนินนรกด้วยนะเเต่ก็ชิวววววววว

 ชื่อ: คนเเถวนี้  (26/4/2549)

 ความเห็น: ว่าจะไปอยู่เหมือนกัน

 ชื่อ: 22นอ  (20/4/2549)

 ความเห็น: ยังไม่ได้อ่านเลยเป็นมายังไงเนีย

 ชื่อ: ZEROONE  (16/2/2549)

 ความเห็น:

 ชื่อ:   (22/1/2549)

 ความเห็น: ขอแสดงความยินดีกับคนไทยด้วยที่มีความสุขในการขับoff rod

 ชื่อ: เมืองใจ  (17/1/2549)

 ความเห็น: อ่านแล้วชอบมาก เป็นคนเมืองกาญจน์ที่ค่อนไปทางแก่แล้วอยากไปมาก จะต้องไปให้ได้

 ชื่อ: บุษบา  (9/12/2548)

 ความเห็น: ขอแผนที่ด้วยคับ

 ชื่อ: 4x4=2500cc  (2/12/2548)


ความเห็น :     
 
ชื่อ :   

 


Home | Bicycle | Offroad | Fishing | Radio Control | GPS Corner | Second hand | Member area
Copyright © 2000, www.WeekendHobby.com, All right reserved.

Contact Webmaster