ตอนที่
1 น้ำโจน
สายน้ำแห่งความขัดแย้ง
ฝุ่นละเอียดสีแดงที่คลุ้งกระจายไปตาม
สายลมร้อนที่อบอ้าวกลางเดือนเมษายน ค่อยๆ มลายจางหายไปในที่สุด พร้อมกับการหยุดสนิท
ของรถคันโตทั้ง 3 คัน จากแดนไกล สวัสดีครับ
ผมขออนุญาติเข้าเขตทุ่งใหญ่ครับ เสียงสำทับยืนยัน
ถึงเจตนารมณ์ของ ชายร่างใหญ่หรือ พี่รงค์ของเราที่เอ่ยกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรฝั่งตะวันตก
หรือด่าน
ทินวย อันเป็นเสมือน ปราการด่านแรก ที่กั้นระหว่างอารยธรรมจากภายนอก
กับดินแดนแห่งป่าเขา บริสุทธ์ที่ยังคงรักษาหวงแหนอยู่ด้านใน หลังจากพี่รงค์
ผม และพี่เข้ม ต่างก็เข้าแถวลงชื่อ ในการขออนุญาติครั้งนี้ โดยที่ครั้งนี้มีเพียง
3 คันเท่านั้นจากพวกเรากลุ่ม บูรพาออฟโรด ที่จะเข้ามาสัมผัสความยิ่งใหญ่ของมรดกโลกในครั้งนี้
.. แต่การมาของพวกเรา ในครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้งทีผ่านมาคือ จุดหมายที่พลาดไม่ได้และ
เป็นจุดหมายแรกของเราในค่ำคืนนี้คือ .. แก่งน้ำโจน.. ซึ่งเป็นจุด
ที่ถูกเล็งเป็นจุดสร้างเขื่อนน้ำโจน อันนำมาซึ่งความขัดแย้งระดับชาติในที่สุด
ระหว่างผู้สร้างกับผู้รักษา .. ที่หมายที่เราจะไป ในครั้งนี้โดยปกติจะถูกปิดกั้น
พร้อมคล้องกุญแจตลอดเวลา โดยผู้รักษากุญแจนั้นจะต้องได้รับอนุญาติ
จากทางหน่วยเสียก่อนถึงจะเปิดให้ผ่านได้ ซึ่งนับว่าเป็นโชคดี อย่างมากที่ได้รับความอนุเคราะห์
อย่างดี จากผู้ช่วยหัวหน้าหน่วย ในการอนุญาติให้เราได้ไปสัมผัส ความสวยงามของ
แก่งน้ำโจนในครั้งนี้.. และด้วยความอนุเคราะห์ ในครั้งนี้เรายังได้ผู้นำทาง
ชั้นเยี่ยมอย่าง ปู่เถียร ที่มีประสบการณ์ป่า
เกือบค่อนชีวิตในทุ่งใหญ่นเรศวรแห่งนี้
เส้นทางจาก ทินวย ไป ทิคอง ที่มีระยะทางประมาณ 15 กิโลเมตรนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิงด้วยระยะทางพอ
ๆ กันจากหมู่บ้าน ทุ่งเสือโทน
มายังด่านทินวย
เพราะเพียงก้าวย่างแรกที่ผ่านด่านทินวนเข้ามา ความร่มรื่นจากพรรณ
ไม้ใหญ่นานาพันธ์ ก็ปรากฎขึ้นแก่สายตา แค่เพียงกิโลเมตรแรก ๆ ความดิบชื้นของป่า
ที่โอบล้อมเส้นทางอย่างหนาแน่น สลับสับแซมกับพรรณไม้ล้มลุก ที่ขึ้นขนาบร่องล้อ
ทำให้ยากนักที่แสงแดด ที่แผดเผาจากด้านบนจะส่อง ทะลุมายังพื้นผิวดินได้
ความร้อนที่แผดเผา พวกเราจากอารยธรรมภายนอกค่อยๆ ถูกความเขียวขจี
ของผืนป่าเข้ามาทดแทน ด้วยความสดชื่นทีละเล็กละน้อย จนกลายเป็นความสุขล้น
ในเส้นทางจนยาก จะบรรยายในบันทึกตัวอักษร ร่องล้อลึกพอประมาณที่ยังปกคลุม
ไปด้วยปลักโคลนมีให้เห็นเป็นระยะ ๆ ถึงแม้จะเป็นช่วงหน้าแล้งแล้วก็ตามที
ขบวนของเรา เคลื่อนที่ไปอย่างช้า ๆ เพื่อที่จะหวังได้เห็นสรรพสัตว์
เจ้าของบ้านได้ปรากฎกาย ให้เราได้ชมอยู่ในบางที การเคลื่อนตัวของพวกเราบางครั้งไม่เร็วไปกว่า
ก้าวย่างของไก่ป่าขนงามที่ วิ่งนำหน้าเส้นทางเจ้าม้ากระโดดอยู่เบื้องหน้า
ทำให้พี่รงค์ต้องทิ่งระยะห่าง ด้วยความเหมาะสมเพื่อไม่ให้เจ้าไก่ป่า
แสนสวยตกใจ โดยคืบคลานตามไปห่าง ๆ จนเขาลับกายหายไปในพงไม้ในที่สุด
เส้นทางช่วงนี้เริ่มปรากฎต้นปรง หรือไม้ดึกดำบรรพ์ และกล้วยไม้ป่าหนาตามากยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นกล้วยไม้ป่า ขึ้นหนาตาอยู่เต็มเกือบทุกคบไม้ที่ลอดผ่าน
เส้นทางจาก ทินวยไป ทิคองนี้จัดได้ว่าเป็นเส้นทางแห่งความร่มรื่นและสดชื่นของผืนป่าทุ่งใหญ่ทีเดียว
เพียงชั่วเวลาไม่นานพวกเราก็มาจนถึงหน่วย ทิคอง อันเป็นปากประตูทางเข้า
แก่งน้ำโจน...
เมื่อไม้กั้นเส้นทางแก่งน้ำโจนถูกยกขึ้น พวกเราก็เคลื่อนขบวนเข้าไปโดยการนำทางของ
ปู่เถียร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ หน่วย
ทิคอง
เป็นผู้นำเข้าโดยการขออนุญาติเป็นที่เรียบร้อยจากหน่วย ทินวย สภาพเส้นทางช่วงแรก
รกพอสมควร แต่ก็เป็นเส้นทางที่วิ่งได้โดยง่ายดาย ไม่ไม่ปัญหาอะไรในช่วง
2 3 กิโลเมตรแรก จนพวกเรามาหยุดขบวนที่ โป่งกระทิง
อันเป็นโป่งธรรมชาติ ใต้ร่มไม้ใหญ่ที่มีร่องรอยของ สัตว์กีบขนาดใหญ่อย่าง
กระทิง และวัวแดงอยู่เต็มไปหมด
ปู่เคยเจอซากวัวแดง มันทิ้งเอาไว้แต่ตัว ส่วนหัวมันเอาไป แถว ๆ ริมห้วยข้างล่างโน่น
เสียงบอกเล่าด้วยความปวดร้าวของ เจ้าหนาที่พิทักษ์ป่า ที่อยู่กับผืนป่านี้มานานบอกกับพวกเรา
เมื่อพวกเรา เดินอยู่บนโป่งอันร่มรื่นนัก.. นอกจากคำบอกเล่าของปู่แล้ว
พวกเรายังเห็น ห้างซุ่มดักยิงสัตว์ที่ยังคงอยู่ถึง 2 ห้างด้วยกันบนคบไม้ใหญ่
พวกเราใช้เวลาซักครู่ใหญ่กับโป่งนี้ รอยกีบบางกีบใหญ่โต มากกว่าฝ่ามือของผู้ชายตัวโตอย่างผม
บอกได้ถึงน้ำหนักเจ้าของรอยเท้าน่าจะเกือบ ๆ 2 ตันเลยทีเดียว หลังจากโป่งนั้นมา
เส้นทางเรื่มปีนป่ายขึ้นเขาสูงตามแนวหน้าผาที่มีมุมลาดชันลงไปยังยอดไม้ลิบ
ๆ ที่อยู่ด้านล่าง ด้วยสภาพร่องล้อที่ลึกพอควร ไม่เป็นอุปสรรคเท่าใดนักในยามนี้
แต่ถ้าพลาด หรือไม่ระวังก็มีสิทธิ ไถลลงไป เหวด้านล่างตลอดเวลา ร่องน้ำบางร่องนั้นลึก
พอให้ได้ใช้ทักษะการปีนป่าย พอสมควร แม้ในหน้าแล้งแบบนี้ จัดได้ว่าเป็นเส้นทางที่แนะนำเลย
สำหรับมือใหม่ หรือรถที่ไม่ได้ถูกเตรียม พร้อมมาอย่างดี โดยเฉพาะถ้าเป็นหน้าฝน
จัดเป็นเส้นทางที่อันตราย เป็นแน่นอน พวกเราเลียบหน้าผา สูงชันสลับกับร่องน้ำลึกมาได้ไม่นาน
ก็มาพบทางแยกที่ตรงไปเพียงนิดเดียวคือ แก่งน้ำโจน อันยิ่งใหญ่ แต่นั่นไม่ได้เป็นจุดหมาย
ของเราในค่ำคืนนี้ พวกเราเลือกเลียงซ้ายเพื่อไปยัง บริเวณแก่งแควใหญ่
(ด้านบน) เหนือ แก่งมาลี
มาเพียงเล็กน้อย แล้วผมจะเล่าให้ฟังทีหลังถึงที่มาของชื่อ
แก่งมาลี
จากทางแยกมาได้เพียง 1 กิโลเมตรเท่านั้นพวกเราก็มาเจอโค้งพับผ้า
ทีมีด้านซ้ายเป็นสันเขาชัน ส่วนด้านขวาเป็นมุมลาดเอียง ลงหุบเหวลึกพอประมาณ
โดยขอบเหวนี้ห่างจากร่องล้อเพียง 2 ฟุตกว่า ๆ เท่านั้น มาถึงตอนนี้
พวกเราทั้ง 3 คัน ต้องใช้เนว์ลงมาบอกตำแหน่ง การวางของฐานล้อ ทั้งสองด้าน
เพราะถ้าพลาด นั่นคือความเสียหายที่ มากมายเลยแน่แท้ สำหรับ เจ้าม้ากระโดดช่วงสั้น
ผ่านไปได้ยากไม่ยากเย็นจะมีแต่ก็ เจ้าหนูขาวของผม และ ม้าขาวของพี่เข้มที่เป็นรถ
2 ตอน 4 ประตูที่ต้องขยับเดินหน้า ถอยหลัง 2 3 ครั้งถึงจะผ่านไปได้
ตรงโค้งนี้ตกยก ความดีให้กับเนว์ประสบการณ์สูงอย่าง พี่เอ (จิงโจ้ป่า)
และหมึกแดง พ่อครัวมือหนึ่งของเรา จนในที่สุดด้วยระยะทางทั้งหมด
8 กิโลเมตรพวกเราก็มาถึง ชายหาดกว้างใต้ร่มไม้ใหญ่ ติดลำธาร ที่มีด้านหน้าเป็นหน้าผาสูงชันตั้งบ่า
ส่วนด้านหลังคือไหล่เขา ที่พวกเราพึ่งจะคืบคลานลงมา สัมผัสแรกของเราคือ
เสียงอื้ออึง ของสายน้ำเชี่ยวที่ไหลผ่าน ซอกเขาแคบที่บีบสายน้ำด้วยโขดหินก้อนโต
มันไหลมาจากอุ้มผางนะ แม่น้ำสายนี้
ปู่เถียร บอกเราถึงต้นกำเนิดของสายน้ำนี้ ก่อนที่จะไหลไปลงเขื่อนศรีนครินทร์ในที่สุด
บริเวณลานกางเต้นท์ ของเราเป็นชายหาดที่ชิดติดริมลำธารใต้ไม้ใหญ่มี
เม็ดทรายเม็ดละเอียดนุ่มเท้าเป็นพื้นพรมให้เราก้าวย่าง
ระลอกคลื่น ริมชายหาดจากแก่งเชี่ยว ที่พัดพามาเป็นระลอกดั่งเสมือน
ระลอกคลื่นจากทะเลอย่างใดอย่างนั้น แก่งนี้อยู่เหนือ แก่งมาลี ขึ้นมาเล็กน้อย
มาลีเป็นชื่อนักข่าวที่มาทำข่าวของเขื่อนน้ำโจน
แต่เค้ามา จมน้ำทีแก่งนี้ เรือมันล่ม ช่วยกันไม่ทัน
ปู่เล่าถึงวิบากกรรมของ คุณมาลี ที่มาประสบที่นี่เมื่อครั้ง มาทำข่าวเมือหลายปีก่อน...
ที่นี่ช่างสวยเหลือเกิน กับเมื่อนึกถึงเรื่องราว อันน่าสยดสยอง ของที่นี่เมื่อครั้งวันวาน
ป่านนี้ดวงวิญญาณเธอจะทราบหรือไม่ว่า ด้วยความพยายาม ที่เธออุทิศให้กับป่าทุ่งใหญ่แห่งนี้
ให้เป็นที่ทราบถึงโลก ภายนอกถึงความอุดมสมบูรณ์เกินกว่า จะเป็นสุสานของสรรพสิ่งทั้งปวงในป่านี้
อย่างน้อยวันนี้ แก่งน้ำโจนยังคงอยู่กลางป่าใหญ่แทนที่จะเป็น แอ่งน้ำมโหฬาร
ที่ท่วมทับทุกสิ่งทุกอย่าง ภายใต้แอ่งน้ำ..



พวกเราพากันเล่นน้ำด้วยความสดชื่นของสายน้ำใส แต่ก็ไม่กล้าออกไปกลางสายน้ำนักเพราะเกรงสายน้ำเชี่ยวกรากที่อยู่ใกล้
ๆ เพียงไม่กี่เมตร
ฝูงปลาที่แหวกว่าย
อยู่รอบตัวนั้นชุกชุมมากซะจน ผมอดนึกไม่ได้ว่า หรือพวกมันไม่รู้จัก
ภัยอันตรายของสัตว์สองเท้า ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ประเสริฐแบบนี้
บางครั้งเมื่อผม รองน้ำใส่ภาชนะเพื่อนำไปใช้สอย ต้องคอยกันฝูงปลาไม่ให้ว่ายลงไปในภาชนะที่รองน้ำอยู่
ค่ำคืนนี้ช่างสดสวยเหลือเกิน เดือนสว่างจนเห็น ดาวเต็มฟ้า บนหน้าผาชัน
มองเห็นสีขาวโพลน ของสายน้ำกลางโตรกผา เสียงพัดกัดเซาะกับซอกหิน
และเสียงประทุของกองไฟที่ต้มหม้อไฟ ให้กับพวกเราที่กำลัง เอร็ดอร่อยกับ
ปลาคัง ลวก จิ้มที่ได้มาจากตลาดสดยามเช้าของทองผาภูมิ พวกเราคุยกันไม่ดึกนั
กก็แยกย้ายกันนอน เพราะต่างคนต่างอ่อนล้าจากการเดินทางเมื่อวันวาน
โดยตกลงกันว่า พวกเราจะแวะ ชมแก่งน้ำโจน ตรงบริเวณที่จะสร้างเขื่อนในวันรุ่งขึ้น..
เสียงชะนีที่ร้องมาจาก หน้าผาฝั่งตรงข้าม กับเสียงนกนานาชนิดปลุกพวกเราให้ตื่นขึ้นมา
รับลมหนามแต่เช้าตรู่ กองไฟขนาดย่อมถูกทำให้มันลุกโชน ขึ้นมาอีกครั้งเพื่อขับไล่ความหนาวกลางเดือนเมษายน
ในที่แก่งน้ำโจนแห่งนี้ หลังจาก ข้าวต้มกุ้งชามโตรสเด็ด จากหมึกแดงเพื่อนของเรา
พวกเราก็ต่างเก็บแคมป์กันในตอนสาย เพื่อเดินทางย้อนออกทางเดิม
ก่อนที่จะแยกซ้ายไปยังบริเวณแก่งน้ำโจนที่อื้อฉาว
พวกเราจอดรถกันด้านบน ก่อนเดินเท้าลง มาที่หาดทรายกว้าง ริมแอ่งน้ำที่
สลับซับแซมด้วยโขดหินก้อนโต เห็นแก่งน้ำโจนที่ ไหลเชี่ยว ลงสู่แอ่งน้ำใหญ่เบื้องล่าง
แก่งนี้เป็นบริเวณ แควใหญ่ (ตอนล่าง) ที่จะเป็นจุดที่จะสร้าง เขื่อนน้ำโจน
สายน้ำเย็นใส จนเห็นตัวปลาเต็มไปหมด ทำให้พวกเราต่างอด ไม่ได้ที่จะกระโจน
ลงสายน้ำเย็น อีกครั้งในเช้าวันนี้ ด้วยที่ว่าแอ่งน้ำริมหาดนี้ช่างสวยเหลือเกิน
จนหลาย ๆ คนบ่นกันว่า อยากจะ ค้างคืนที่นี่อีกสักคืน หลังจากเล่นน้ำกันชั่วครู่
พวกเราก็เคลื่อนขบวน ต่อย้อนทางเดิมออกมา ทางด่านทิคอง เพื่อเข้าป่าลึกเข้าไปอีก
ในเส้นทางสู่ใจกลาง ทุ่งใหญ่นเรศวร ในวันนี้ พวกเราใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงกว่า
ๆ ก็ออกมาถึงด่านทิคอง โดยตั้งใจว่าคืนนี้เราจะไปนอนกันที่ เซซาโว่กัน
แล้วผมจะกลับมา เล่าให้ฟังว่าก่อนที่จะ ได้เห็นความยิ่งใหญ่ของน้ำตกใหญ่ลี้ลับกลางป่าทุ่งใหญ่นเรศวร
พวกเราต่าง เจอเจออะไรกันบ้าง ในเส้นทาง และที่สำคัญ ชื่อ
เซซาโว่ นี้เป็นจุดหนึ่งแห่งตำนานอันนำมาซึ่งเหตุการณ์
14 ตุลาคม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนของเส้นทางประชาธิปไตยในบ้านเรา และก่อนที่จะถึงเซซาโว่
ในตอนหน้า ผมขอหยุดรายงานทริป ตอนแก่งน้ำโจน ไว้เพียงเท่านี้ แล้วเจอกันสำหรับตอนหน้าในวันต่อมา..
น้ำตกเซซาโว่ .....
ตอนที่
2 น้ำตกเซซาโว่ น้ำตกใหญ่ ที่ซ่อนตัวอยู่กลางป่าใหญ่ และห้วยดงวี่
(ตอนจบ) >>
สวัสดีครับ
หนูขาว
17 เมษายน 2546