เส้นทางบนเขาปักธงชัยในตอนสายวันนั้น ไม่ค่อยมีรถวิ่งให้เห็นมากนัก ทั้ง ๆที่เส้นทางนี้เพึ่งจะทำใหม่ จนกว้างขวางกว่าแต่ก่อนมากนัก เมื่อผมต้องใช้วิ่งเป็นทางผ่านระหว่างภาคอีสานกับภาคตะวันออกที่มีขุนเขาดงพญาไฟ เป็นปราการกั้นขวางเอาไว้ระหว่างสองภูมิภาคและรวมทั้งเสมือนเส้นกั้นกลางผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่งก็ว่าได้ เหมือน ดังว่าซ้ายมือของผมนั้นเป็นแนวเขตอุทธยานแห่งชาติเขาใหญ่ ส่วนขวามือของผมตอนนี้เป็นผืนป่าทับลานที่มองเห็นแนว สันเขาเป็นทิวยาวตลอดเส้นทางที่ลงจากเขาปักธงชัย มีเพียงสายลมแผ่วของเครื่องปรับอากาศภายในรถและเสียงเพลง แว่วเป็นเพื่อนเดินทางในยามที่ เนว์กิติมศักดิ์ของผมในทริปนี้หรือ เสือเข้มแห่งบูรพาออฟโรดนั่งจมอยู่ในภวังค์
สำหรับทริปนี้พวกเราบูรพาออฟโรดได้มาเยือนผืนป่าทับลานโดยมีนัดกันไว้กับกลุ่ม เพื่อนไพรที่รับอาสา จะพาพวกเราเข้าไปสัมผัสความบริสุทธ์ของเส้นทางเถื่อนที่ยังไม่รู้จักแพร่หลายนักในหมู่นักเดินทางอย่างเรา โดยสมาชิก คนแรกของเืพื่อนไพรที่พบกับพวกเราได้มาพร้อมกับ LN106 สีขาวคันโตที่มาพร้อมกับอาวุธครบมืออย่าง Air Locker หน้าหลังแต่คนขับกลับเป็นหนุ่มน้อยวัยละอ่อนแต่มากประสบการณ์อย่าง น้องเอ็ม และคุณพ่อหรือ เฮียตี๋ แ่ห่งเพื่อนไพร
สวัสดีครับพี่บี เสียงทักทายของเอ็มที่ปากทางเข้าหน่วยที่ทำการทำให้ผมบอกกับตัวเองได้ว่า ทริปนี้คงสนุกแน่เพราะ ยังจะัได้เจอเพื่อนเก่า ๆ ที่เคยร่วมทริปด้วยกันอีก สวัสดีครับ สวัสดีครับเฮีย พวกเราต่างทักทายกันด้วยความคุ้นเคย

พวกเฮียจั๊บเค้าเข้าไปรออยู่ข้างในแล้ว เสียเฮียตี๋บอกกับเราเมื่อพวกเราถามถึง แต่ก็ยังรอพวกเราที่จะพาขบวนบูรพา ตามเข้าไปสมทบ กับกลุ่มเพื่อนไพรที่รออยู่ข้างใน เส้นทางเป็นงัยครับ เสียงพี่พงศ์ถามถึงเส้นทางกับเฮีัยตี๋ซึ่งตอบมา พร้อมกับชี้นิ้วไปที่บานประตูหลังของรถคู่ใจที่มีรอยบุบอยู่ประมาณฝ่ามือว่า ก็อย่างที่เห็น มีบุบทุกคัน ได้วินช์กันถ้วนหน้า เส้นทางสนุก ที่พักสวย ครั้งที่แล้วผมเข้าตอนเที่ยง กว่าจะถึงก็เกือบห้าโมงเย็น กับเส้นทางออฟโรดประมาณ สิบกว่าโล แต่ต้องวิ่งทางลุกรังเข้าไปก่อนประมาณห้าสิบโลเห็นจะได้
เพียงแค่เวลาไม่นานเมื่อตอนเกือบเที่ยง น้องเอ็มและเฮียตี๋ก็ นำพวกเราเข้าไปจนถึงด่านเจ้าหน้าที่ที่มีเพื่อนสมาชิก รออยู่ข้างในแล้วไม่ว่าจะเป็น เฮียจั๊บ ประธานกลุ่มเืพื่อนไพรที่พา เพื่อนพ้องมามากมายไม่ว่าจะเป็นคุณวนิดา คุณปริญญา น้าบัติ หรือแม้กระทั่งเพื่อนเก่า TOC ของพวกเราอย่างพี่เปี๊ยก เขาสามยอดที่เคยไปลุยเส้นทางสาละวินด้วยกันมา ส่วนพวกเราชาวบูรพาก็มากันครบอัตราเหมือนกัน จะขาดก็เพียงสอง สามคนเท่านั้นที่มีเหตุธุระอันจำเป็นที่ไม่สามารถ มาร่วมได้แต่ก็ยังไม่วายโทรมาถามเส้นทางทุกระัยะ ด้วยความเสียดายที่ไม่ได้มา การเข้ามาในป่าทับลานหนนี้ พวกเราทุกคนได้ลงชื่อขออนุญาติจากเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าและสอบ ถามถึงเส้นทางและจุดที่พักอย่างมั่นใจ โดยพี่เจ้าหน้าที่รับอาสาที่จะอยู่รอเื่พื่อนบูรพาอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังตามเข้ามาเมื่อ ตอนบ่าย ๆ แต่ตรงนี้พวกเราทั้งเื่พื่อนไพร และบูรพาได้กำหนดปล่อยรถเป็นชุด ๆ วิ่งตามกันไปตามเส้นทางลูกรังที่อัดแน่น อย่างดี จะมีก็เพียงร่องน้ำสองข้างทางเท่านั้นที่ต้องคอยระวังไม่ให้เผลอวิ่งลงไป
สภาพเส้นทางช่วงแรกเป็นเส้นทางปลูกป่าของหน่วยงานเอกชนที่ร่วมกับโครงการในพระราชดำริที่ มีองค์ประกอบสองข้างทางเป็นแนวหญ้าระบัดเขียวขจีท่วมสุดลูกหูลูกตา ลัดเลาะขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามสันเขาโดยที่ระดับ Landmeter ของเจ้าหนูขาวยังคงชี้ขี้นโดยตลอด แดดจัด ๆ ตอนเที่ยงยามนี้กับเส้นทางแห้ง ๆ ที่วิ่งได้สบายถึงกับให้ใคร บางคนในขบวนบ่นขึ้นมาว่า สงสัยวันนี้ตอนบ่ายโมงก็ถึงแค้มป์แล้วมั้ง จนได้ประมาณสี่สิบกว่ากิโลเมตรที่พวกเราวิ่งลัด เลาะไปมาตามแนวสันเขา
แถบทับลานก็พาพวกเรามาหยุุดที่ลำห้วยกว้างประมาณ ยี่สิบเมตร ที่มีขบวนรถกลุ่มเพื่อนไพร จอดออกันอยู่ที่ริมลำห้วย มาถึงตอนนี้ โดยประสบการณ์ของ ผมบอกได้เลยว่าเอาแล้ว เส้นทางเถื่อน วังมะนาวนี้ได้ทักทาย พวกเราแล้วโดยภาพข้างหน้าที่ผมเห็นเป็น 106 คันโตของน้องเอ็มที่ตะแคงขวา อย่างน่ากลัวจนต้องให้เพื่อน ๆอีก 2 คนขึ้น ไปยื่นถ่วงอีกข้างเพื่อไม่ให้ตัวรถ พลิกกลับลงมายังสายน้ำที่อยู่ด้านล่าง โดยอุปสรรคนี้เป็นร่องลึกขนาดยาง 35 จมหาย ความชันของตลิ่งที่สูงประมาณ 2
เมตร กว่า ๆ เป็นคันดินขวางหน้า ให้รถทุกคันที่จะ เข้าไปข้างใน ต้องวินช์ผ่าน ไม่ว่ารถ คันนั้นจะติดอุปกรณ์อะไรที่มนุษย์สร้างมาก็ตามที มาถึงตอนนี้ทุก ๆ คันต่างพากันทะยอยวินช์กันขึ้นไปเรื่อย ๆ ทีละคัน จนมาุถึงรถ มิตซูบิชิ สตราด้า ของคุณอัศวินนั้น ที่ต้องเสียเวลาไปพักใหญ่เมื่อสายสลิงวินช์ นั้นขาดถึงสองหนติดต่อกันที่จุดนี้ ถึงได้เริ่มเดินทางกันต่อเข้าไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็อย่างที่คิดว่าเพียงแค่กิโลกว่า ๆ เส้นทางนี้ก็พาเรามาถึงลานกว้างริมเวิ่งน้ำที่มี ป่าไผ่ขึ้นเป็นหลังคาล้อมรอบเราทั้งหมด อุปสรรคข้างหน้าเป็นร่องวี ที่มีให้เลือกถึงสองร่อง ร่องแรกซ้ายมือ น้องเอ็มได้ลง
ไปวัดระดับก่อน เป็นคันแรกก็ถึงได้รู้ว่าร่องนี้น้ำลึกประมาณเมตรกว่า ๆ เห็นจะได้เพราะขนาดยาง 35 นั้นไม่มีให้เห็นแล้ว โดยความลึกของร่องโคลน นี้ขึ้นมาถึงประมาณ ครึ่งกระบะหลัง หรือระดับลิ้่นปี่เห็นจะได้ เท่านั้นแหละบรรดาสมาชิกทั้งหลาย พากันไปเลือก เอาร่องขวาที่เป็นร่องวีเหมือนกัน แต่ก็ต้องวินช์ขึ้นไป เหมือนกันด้วยความชัน ขององศาในร่องนั้น ถึงตรงนี้ที่ เจ้าเ๋ก๋าลัดและนายศร ที่ตามมาทีหลังก็ตาม เข้ามาทันกันที่ร่องนี้ โดยพวกเราก็เดินหน้ากันต่อไปเป็นอุปสรรคต่อไปที่เป็น หุบลึกลาดลงไปประมาณ 15 เมตรเอียงประมาณ 45 องศา ที่มีร่องลึกเป็นแอ่ง ให้เห็นอยู่ด้านล่าง ถึงตอนนี้ต้องเลือกลาย ซ้ายชิดแนวไผ่ถึงจะผ่าน ไปได้โดย ไม่ต้องวิืนช์ เส้นทางตอนนี้ทำให้ขบวนพวกเราต้องแบ่งออกเป็นส่วน ๆ เืพื่อแก้ปัญหา ของแต่ละคันได้อย่างคล่องตัว เสียงวิทยุสื่อสารเริ่มดังกันระงมหลังจากเงียบเสียงกันไปนาน
เสียงเรียกหาคนบอกไลน์กันวุ่นวายไปหมด เมื่อบรรดานักขับออฟโรดทั้งหลายเริ่มสิ้นท่า เมื่อมองไม่เห็นเส้นทางข้างหน้าใน ระยะ 3 4 เมตรได้ รู้แต่ว่าเส้นทางช่วงนี้ต้องวิ่งไปบนหินก้อนโต ๆ ที่มีอยู่เต็มเส้นทางบางก้อนที่ต้องปีนข้ามนั้นหมดสิทธ์ เลยสำหรับรถที่ไม่ได้ยกสูงมา บางก้อนก็โตเกือบเมตรเห็นจะได้ต้องใช้ทักษะปีนป่ายหินกันเต็มที่ ไหนต้องระวังไม่ให้ตัวถัง ต้องไปเบียดกับต้นไม้ที่ขึ้นชิด ริมร่องล้อทั้งสองข้าง บางจังหวะต้องวิ่งผ่านเนินเอียงประมาณ 30 องศาที่มีต้นไม้ขนาดย่อม ๆ ค่อยรับทุกคันที่เป๋เอียงลงมาจากเนินเอียง เสียงหนามเล็บเหยี่ยวที่แข็งและคมเหมือนใบมีดโกนนั้นขีดกระทบเส้่นทาง
ตัวถังทุกคันด้วยเสียงแหลมยาวนับจากหน้ารถยันหลังรถ โดยทิ้งไว้ให้เห็นเป็นรอยขีดลึกถึงตัวถังเหมือนใครเอามีดมากรีด รถ ไว้อย่างไรก็อย่างนั้น เลือดซิบ ๆ จากแผลหนามบนผิวกายเรื่มปรากฎให้เห็นกับใคร หลาย ๆ คนที่ไม่ระวัง มาถึงตอนนี้ ยิ่งลึกเข้าไปเท่าไร เส้นทางยิ่งลำบากเท่าันั้น ป่ารกชัฏ หินก้อนโต เนินเอียง มีให้ได้ลองทุกรูปแบบ ร่องทุกร่องเป็นร่องวี โดยสภาพภูมิประเทศที่เป็นเนินเขาสลับซับซ้อนกันไปมา แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ตอนนี้แทบจะไม่สามารถส่องทะลุม่าน แพรไพรลงมาเส้นทางเถื่อนนี้ได้ เจ้าหนูขาวของผมต้องเปิดไฟหน้าในบางครั้งทั้ง ๆ ที่เป็นเวลาเพียงห้าโมงเย็นเท่านั้น เสียงวิทยุแว่วหลังมาว่า ถึงตอนนี้เราจำเป็นต้องทิ้งรถสตาด้าของคุณอัศวินไว้กลางทางก่อนที่รถจะพังมากไปกว่านี้ สำหรับ เส้นทางเถือนวังมะนาวช่วงนี้ รถทุกคันต้องพร้อมเต็มที่จริง ๆ สำหรับทริปนี้ จนผมพ้นแนวป่าทึบออกมาได้นั่นแหละถึงเรื่ม หายใจได้ทั่วท้องมากขึ้นเมื่อออกมาเจอแนวป่าโล่งสุดลูกหูลูกตาที่มีร่องน้ำซับเพียงไม่กี่ร่องให้ต้องระวังไม่งั้นมีสิทธิจมปลัก อยู่อย่างนั้นแน่ จนเกีอบหกโมงเย็นนั้นแหละั เจ้าหนูขาวอันเป็นคันนำของชุดแรกในกลุ่มบูรพาออฟโรดถึงได้มาถึง ลานโล่งใต้ซุ้มไผ่ที่กว้างขวางสามารถจอดรถได้หลายสิบคัน อันมีสายน้ำเชี่ยวแต่ไม่ลึกกว้างประมาณ เกือบยี่สิบเมตรเป็นรางวัลสำหรับการเดินทางในเส้นทางเถื่อนวังมะนาวหนนี้
เสียงจอกแจกจอแจ เสียงขึ้นแม่แรง เสียงบ่นพึมพำของเจ้าของรถเมื่อตื่นขึ้นมาเห็นสภาพรถของตนเอง ในตอนเช้า ปลุกผมขึ้นมาสัมผัสความสดชื่นของผืนป่าทับลานแห่งนี้ ร่องรอยความบอบช้ำเริ่มมาปรากฎชัดให้เห็นในเช้าวัน นี้นี่เอง เต่าดอย และ เก๋าลัด
สองตัวจี๊ดของบูรพาออฟโรด ต่างพากันซ่อมเคียงข้างกัน ไม่มีใครน้อยหน้าใคร ส่วนบรรดา ซามูไรขาวคันโตสีขาวของบูรพาทั้งหลายไม่ต้องพูดถึง เจ้าของต่างพากันยืนทำตาปริบ ๆ เพราะไม่รู้จะทำอย่างไรกับตัว ถังที่ถลอกปอกเปิกไปทั้งคัน นี่ยังไม่ต้องพูดถึงขาออกที่จะต้องเจออะไรอีกบ้าง ส่วนโรงครัวบูรพาตอนนี้กลับมาคึกคักอีก
ครั้งด้วยข้าวต้มร้อน ๆ พร้อมกับ ข้าวหอม ๆ หรือแม้แต่กาแฟ กับขนมปังก็เลือก กันกินตามอัธยาศัย น้ำในลำห้วยถูกตักตวง ใส่ขวดกัน ไปเกือบทุกคันเหมือนกับ รู้ว่าขากลับนี่หนักแน่ เหมือนขาเข้่า หลังอาหารเช้าผ่านพ้นไป พวกเราปล่อยรถออกกัน ไปเป็นชุด ๆ ทะยอยกันออกๆไป กลุ่มแรกทีมช่างนำทีมโดย พี่โช๊ติ นายศร และคุณเหน่งออกไปก่อนเพื่อไปซ่อมรถ คุณอัศวินที่จอดทิ้งไว้กลางป่า ส่วนกลุ่มสองพี่ศักดิ์และพี่กุ้งออกไปพร้อมกับ เต่า ปลาแมนเพื่อไม่ให้ระยะขาดตอน ส่วนกลุ่มผมที่ออกเกือบสุดท้าย ทิ้งพี่เป๊ยก สามร้อยยอดเอาไว้กับ พี่จั๊บ เพื่อนไพรซึ่งแน่นอนเป็นคันที่พร้อมที่สุดในคัน สุดท้าย และก็เป็นจริงอย่างที่ผมทราบมาว่า ลุ่มน้ำซับตอนนี้สาหัสเสียแล้ว ม้ากระโดดของเราต้องวินช์กันพักใหญ่กว่า จะดึงขึ้นมาได้ ขาออกเส้นทางลื่นกว่าขามามาก เพราะฝนที่กระหน่ำมาเกือบทั้งคืน เนินเอียง หลายเนินทำให้เจ้าหนูขาว ต้องแถลงไปข้างทางบ่อยครั้ง เบียดต้นไม้เป็นว่าเล่น พี่เธนศของเราต้องเสียกระจกเก๋งเกียกันโปรดก็ตอนขาออกนี่แหละ
ร่องหลายร่องที่ตอนเข้ามาพอปั่นขึ้นได้ แต่ขอออกก็ต้องวินช็กันออกมา ร่องวีสองร่องใต้ป่่าไผ่ต้องพากันต๋งท้ายกันแทบ ทุกคันเพราะหลายคันที่ไม่ได้ต๋งไ้ว้ก็พากันออกอาการจะตะแคงคว่ำกันเสียให้ได้
ขอออกนี้วินช์หลาย ๆ คันต่างพากันพังกันไปตาม ๆ กัน เพราะสภาพการใช้งานที่หนักหน่วงตลอดเส้น ทางขาออกที่หนักว่าขาเข้าด้วยผลกระทบจากสายฝนเมื่อคืนที่ผ่่านมา หลายคันเริ่มวิ่งได้เพียงสองล้อหลังไม่ว่าจะเป็นการ จากไปของ Limited slip แบบตัวหนอนของ นายแจ๊คที่พังกระจายไป หรือ ประกับฮับล๊อกของ จิงโจ้ป่าที่ขาดกระเด็นไป เต่าดอยของพี่แดงก็ต้องจอดซ่อมแทบทุกครั้งที่หยุดรถ หรือ S-Link ของคุณเหน่งที่ต้องขาดกระจายเื่มื่อลงร่องลึกก่อน ข้ามลำห้วยสุดท้ายเมื่อขาออก เราใช้เวลากันนานกว่าขาเข้า กว่าผมจะออกมาถึงหน่วยที่ทำการได้ก็ปาเข้าไปเกือบหนึ่งทุ่ม ทั้ง ๆ ที่ออกมาตอนไม่สายมากนัก สำหรับทริปนี้จัดเป็นทริืปที่ โหด มัน ฮา อีกทริปหนึ่ง อีกทั้งมิตรภาพสองกลุ่มใหญ่ที่ เอ่ยปากกันชักชวนกันร่วมทริปใหม่กันอีกในเวลาอันใกล้ สำหรับทริปมันส์ๆ ที่วังมะนาวกลางผืนป่าทับลานนี้ต้องจบลงเพียง เท่านี้ เอาไว้พบกันใหม่ทริปหน้าครับ