จากความตั้งใจเดิมที่จะไปพักผ่อนกันสบาย ๆ ที่เข็กน้อย เพชรบูรณ์ แต่ไหงกับหลายไปโผล่ที่เส้นทางโหดอมตะ
อย่างตะกอคะนั้น เป็นการตัดสินในในช่วงที่กำลังเดินทาง ในคืนวันศุกร์ที่ 3 ธันวาคม บนเส้นทางสายมอเตอร์เวย์ ชลบุรีนั่นเอง การหันเหหางเสือในครั้งนี้อาจจะเป็นเพราะคันเจ้าหนูขาวนั้นมีเพียงผมคนเดียวที่ขับมาโดยไม่มีเพื่อนนั่งข้าง เหมือนอย่างเคย กับพี่ณรงค์ (ม้ากระโดด) และพี่รสเท่าันั้น ถ้าจะเดินทางไปเข็กน้อยตามหมายกำหนดการเดิมก็คงจะเป็น ทริปเหงา ๆ ของเราอีกทริปหนึ่งที่ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ดูเหมือนจุดหักเหสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเส้นทางครั้งนี้ จะอยู่ที่ คุณพล (กระทิงโทน) ที่ได้ยินมาว่าได้ขับรถตามเรามาบนเส้นทางด่วนสายนี้เพียงแต่จุดมุ่งหมายของเขาเป็นการ ไปพักผ่อนประจำปีตามยอดดอยแถว ๆ เชียงใหม่เท่านั้น ผมคิดอยู่ในใจว่าถ้างั้นทำไมไม่ไปกันสามคันเลยหละั อย่างน้อย ทริปนี้จะได้ไม่เหงาในวันหยุดสองสามวันที่จะถึงนี้ เพียงแต่จะไปไหนดี
น้ำตก ตะกอคะ ! เป็นที่หนึ่งที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นเส้นทางโหดอมตะที่หนึ่งและเราก็ไม่เคยไปซะด้วย น้ำตกปิเต็ง
ก็ไปพิชิตมาแล้ว ทำไมตะกอคะเราจะไปไม่ได้ นั่นเป็นการประเมินทาง ความคิดเบื้องต้นเท่าันั้น และที่สำคัญการเดินไป น้ำตกตะกอคะ ของเราครั้งนี้ได้พี่หนุ่ย ยอดดอยเป็นผู้นำทางซะด้วย ถ้าไม่ไปคืนนี้แล้วเมื่อไรจะได้ไปอีก ? บนเส้นทาง ถนนพหลโยธินคืนนั้นจึงมี รถ LN คันโตสีขาว ทั้งสามคันวิ่งเป็นส่้วนหนึ่ง ของขบวนนักท่องเที่ยวที่ไหลพากันไปในทาง ทิศเหนือกับเขาด้วย ใชเวลาประมาณ 8 ชั่วโมงจากบ้านพวกเราก็มาแวะพักนอนพักผ่อนกันที่่ อำเภอเถินกันในตอนใกล้รุ่ง เพียงแค่ 2 ชั่วโมงกับงีบสั้น ๆ ในรถ พวกเราก็ตื่นขึ้นมา ทำร่างกายให้สดชื่น ทั้งอาหารเช้าและล้างหน้าล้างตาเพื่อการเดิน ทางอันยาวนานอีกต่อไปของวันนี้ โดยจากอำเภอเถินนี้ เราเลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าหาหุบเขาที่อยู่เบื้องหน้าเพื่อข้ามไปอำเภอลี้ ที่อยู่หลังขุนเขาข้างหน้านี้ โดยใช้เวลาเพียงแค่สองชั่วโมงบนเส้นทางอันคดเคี้ยวบนสันเขาก็พาเรามาถึงอำเภอเล็ก ๆ
ที่เคยเป็นเส้นทาง ผ่านของนักเดินทางรุ่นเก่า จากอำเภอลี้เรายังมุ่งหน้าต่อไปยังอำเภอฮอด ที่ซึ่งเรานัดกับพี่หนุ่ยเอาไว้ และยังแวะัเตรียมสะเบียงอาหาร เครื่องดื่มสำหรับคืนนี้ บนเส้นทางฮอด - อมก๋อยนี้สวยยิ่งนัก เป็นเส้นทางลาดยางอย่างดี วิ่งเลียบสันเขาที่ไม่สูงชันนัก มีสายน้ำแม่แจ่มอยู่ชิดตลอดเส้นทาง ยามลมหนาวพัดวูบไปมาทำให้ใบไม้หลากสีสรรยาม ผลัดหนาว ได้ร่วงหล่นโปรยเป็นละอองตลอดเส้นทาง เลียบสายน้ำแม่แจ่ม ยามสายนี้ดูสดใสและสดสวยยิ่งนัก รีสอร์ทสวย ๆ มีให้เห็นหลายหลายบนเส้นทาง จนเมื่อเลยอุทธยานแ่ห่งชาติออบหลวงไปนั่นแหละ นักท่้องเทียวถึงได้บางตาลงไป โดยจากแยกไปทาง อำเภอแม่แจ่มเป็นต้นไปมุ่งหน้าไปทางอำเภออมก๋อยช่วงนี้เส้นทางเริ่มตัดขึ้นตามสันเขาไปเรื่อย ๆ หน้าปัดวัดความสูงจากแลนด์มิเตอร์ของหนูขาวยังชี้ขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามทุกกิโลที่วิ่งผ่าน ระวังความร้อนด้วยนะ เสียงพี่หนุ่ย วิทยุเตือนพวกเราให้ระวัง ถึงแม้จะไม่ได้เป็นเนินชันอะไร แต่ด้วยที่เป็นเนินยาวหลายกิโลเมตรถ้าเหยียบกันไม่ ระัวังก็มีสิทธิเครื่องฮีทเอาง่าย ๆ จนเมื่อประมาณเที่ยงนั่นแหละ พวกเราทั้งสี่คันอันประกอบไปด้วย ดำสะออน ของพี่หนุ่ย , ม้ากระโดด ของพี่ณรงค์ , กระิทิงโทน ของคุณพล และ เจ้าหนูขาวของผมก็มาถึงอำเภออมก๋อม ที่ซึ่งเป็นอำเภอเล็ก ๆ เงียบสงบ แต่ยังสวยสดงดงามและเป็นธรรมชาติอยู่มากบนเส้่นทางสายฮอด - แม่สะเรียงสายนี้
เดี๋ยวซื้อจอบไปสักสี่เล่มด้วยนะ แล้วจากชาวเขาที่นั่นช่วยทำทางไปให้เพราะพี่หนุ่ยไม่แน่ใจว่าจะไปได้ลึก ขนาดไหนเพราะปีนี้หลังฝนมาเนี่ย ยังไม่มีใครขึ้นไปถึงน้ำตกได้เลย !!! ได้ยินมาว่าไม่กี่อาทิตย์ก่อนมีออฟโรดจากกรุงเทพ กลุ่มหนึ่งเข้าไปในเส้นทางนี้แต่ก็ไม่ได้ขึ้นไปหลังจากเห็นร่องลึกที่เกิดจากร่องน้ำซัดเมื่อฝนที่ผ่านมานี้ หลังจากทุกอย่าง พร้อมขบวนยักใหญ่สีขาวของ บูรพาออฟโรดที่คราวนี้ผู้นำ เป็นเจ้า ดำสะออน
ขุนศึกจากยอดดอยเป็นผู้นำขบวนพาเรา ลัดเลาะไปตามเส้นทางซีเมนต์เล็กริมนาข้าวหลังอำเภอไปยังหมู่บ้านเล็ก ๆ ก่อนที่จะเลี้ยวตัดขึ้นเส้นทางลูกรังที่โดดเด่น ด้วยหินลอยเล็ก ๆ เต็มผิวลูกรังที่วิ่งไปยัง หมุ่บ้านแม่ลานหลวงนี้ บนเส้นทางลูกรังหินภูเขานี้มีความยาวประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร เห็นจะได้ก่อนที่จะเริ่มตัดขึ้น ตามแนวภูเขาสูงชัน ที่สลับซับซ้อนกันอยู่ข้างหน้า มีป่าสนขึ้นเต็มสองไหล่เขา สลับซับแซมด้วย ไร่มะเขือเทศที่ทำรายได้หลักให้กับที่นี่ รถโตโยต้าตะกูลคานแข็งรุ่น 106 บรรทุกมะเขือเทศสวนออกมา เป็นระยะ ๆ บางช่วงเส้นทางก็ตัดลงหุบเบื้องล่าง ที่เป็นลำธารสายกว้างแต่ไม่ลึก อันเป็นต้นน้ำลำธารของคนพื้นราบ เส้นทางหน้านี้ถึงแม้จะขาดฝนไปแล้ว แต่ด้วยความเย็นชื้นของอากาศทำให้บริเวณแถบยอดเขาหรือมุมสันเขา พื้นดินยัง คงความชื้นอยู่ไม่มีฝุ่นละอองคลุ้ง กระจายมากนัก จนได้ชั่วโมงกว่า ๆ พวกเราก็มาถึงบ้านขุนสอง หรือหลาย ๆ คนเรียกหมู่บ้านนี้ หมู่บ้าน 106 เพราะทุกบ้านของที่นี่มีแต่ LN106 เท่านั้น แถมที่นี่ได้ข่าวว่า มีน้ำตกสวยสวยกว่าตะกอคะ เสียอีกและเส้นทางก็โหดไม่แพ้กันด้วย แต่พวกเราเลือกหักซ้ายลัดเลาะ ไปทางโรงเรียนก่อนเคลื่อนขบวน ออกจากหมู่บ้าน เพื่อไป บ้านขุดหาด ที่อยู่ไม่ไกลมากนัก เส้นทางต้องปีนป่ายขึ้นลงระหว่างขุนเขาแต่ละลูก ขึ้นถึงยอดชันและก็สลับลง ลำห้วยใส ๆ เบื้องล่าง เป็นอย่างนี้สลับไปมา จนเกือบสี่โมงเย็นนั่นแหละ เส้นทางสวยแต่เสียวเส้นนี้ก็มาสิ้นสุดลงที่ บ้านขุนหาดที่มีเด็ก ๆ ชาวบ้านนับร้อย ออกมาต้อนรับยืนมุงดูเรา กันเต็มหมู่บ้าน เสียงทักทายดังเซ็งแซ่กันไปหมด พี่หนุ่ยของเราดูเหมือนกับว่ารู้จักทุกคนที่นีี่ ทุกคนเข้ามาห้อมล้อมพี่หนุ่ยเหมือนเป็นญาติสนิทยังงัยอย่างนั้น ไม่มีใครเข้า ไปเลยตั้งแต่หมดฝนปีนี้ พวกเราเป็นกลุ่มแรก เสียงชาวบ้านบอกผ่านพี่หนุ่ยผ่านมายังพวกเรา อ้อ มีออฟโรด กลุ่มหนึ่ง จากกรุงเทพเข้ามาแต่เข้าไม่ได้เมื่อมาเห็นเส้นทางที่ถูกน้ำกัดเซาะ อ้าวและพวกเราจะไปกันได้หรือ ไม่ต้องห่วงหรอก ออฟโรดเนี่ย ไปได้ไม่ได้เนี่ย ไม่ได้อยุ่ที่รถ แต่อยู่ที่ .. จอบ พี่หนุยตอบพร้อมกับยิ้่มร่ากับพวกเราให้สู้
ผมกับคุณพล คิดในใจเอาวะ เอางัยเอากัน ค่ำที่ไหนนอนตรงนั้น เพราะถ้า ให้วิ่งกลางคืน ก็เหมือนเป็นการฆ่าตัว ตายชัด ไม่ใช่แต่ซ้ายผา ขวาเหว แต่มันเป็นเพราะ ซ้ายก็เหว ขวาก็เหว ถ้าวิ่งทะเล่อทะล่า ก็ต้องลงไปในเหว อึ๋ยแค่คิดก็เสียวแล้ว พร้อม ๆ กับเสียงคำรามลั่น ของเจ้าดำสะออน กระโดดทะยานขึ้นไปบน เนินรับแขก ก่อนเป็นคันแรก เหมือนคุ้นเคยเส้นทางดี แต่เพียงไปได้แค่สามสิบกว่าเมตร ก็ต้องตกร่องลึกประมาณ หนี่งเมตร ให้ได้วินช์กันตั้งแต่ยกแรก ก่อนที่จะให้พลจอบ ทั้งหลายช่วยกัน ทำถนนที่แทบจะ ไม่ได้เป็นถนนแล้วนะตอนนี้
ต่อไปก็ถึงคราวม้ากระโดดที่กระโดดขึ้น เนินเหมือนกบเลยอย่างไรอย่างนั้น ส่วนกระทิงโทนกับหนูขาวก็ตามขึ้นมาติด ๆ ด้วยอารมณ์คล้าย ๆกันคือเสียวปนสยอง เมื่อนึกว่าถ้าเครื่องดับกลางเนินทำงัยดีวะ ถ้าถอยลงไม่ดีก็พลิกแน่ ๆ เลย เมื่อพวกเราทั้งสี่คันขึ้นไปได้เรื่อย ๆ ก็ต้องหยุด ถากพวกวัชพืชที่ปกคลุมเส้นทางเป็นระยะ เพราะถ้าวิ่งไปโดย ไม่เห็นทางก็มีสิทธ์ลงเหว ที่อยู่ซ้ายขวาได้ทุกเมื่อ จนพวกเรา มาถึง
เนินสวรรค์ นั่นแหละที่แทบทำให้ลืม เนิืนรับแขก ไปได้เลย เพราะความยาว ของเนินที่มีมากกว่า ร่องลึกกว่าและ ชันกว่าด้วยซ้ำ แต่ที่สำคัญที่เป็นสาเหตุ ให้หนูขาวต้องพบจุดจบ ในทริปนี้ก็คือ บนยอดปลายสุดของเนินนั้นมีเหวดักอยู่ ข้างหน้าไม่ถึงสองเมตร โดยมีไม้ใหญ่ และก้อนหินก้อนโตที่ต้องหักลบที่ปลายเนิน ถ้าส่งแรงเกินไป ก็เตรียมตัวกู้ที่ก้นเหว ได้เลย เรียกได้ว่าต้องลงมาดูลายน์กันทุกคัน ทุกคันขึ้นไปได้หมด อย่างทุลักทุเล กระทิงโทนที่ไปติดอยู่ที่ยอดเนินก็ไม่ กล้าที่จะดิ้นสู้ เพราะกลัวว่าจะเลยลง ไปเหวข้างล่างต้องวินช์เปลี่ยนทาง ไปขวาอ้อมต้นไม้แบบหักมุม เท่านั้นถึงไปต่อได้ แต่ผมเองด้วยความประมาท ในเส้นทางไม่ได้เดินขึ้นไปดูลายน์บนยอดเนิน เพราะคิดว่าพลังมหาศาล ของเครื่องยนต์เราน่า จะไปได้ ก็เลยขึ้นไปด้วยความเร็วแบบ Walking speed ที่เกียร์ 2 ไต่ขึ้นไปตามสันร่อง รากไม้และแง่หิน จะไปถึงบน ยอดเนินนั่นแหละที่ทำให้ผมต้องสิ้นท่า เพราะมุมมองจากที่นั่งคนขับผ่านกระจกหน้าไปนั้น
มันมีแต่ท้องฟ้า !!!!
ไม่รู้ใครตั้งชื่อเนินนี้เอาไว้ ช่างสมชื่อจริง ๆ เหมือนขับรถขึ้นสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น เว้นเสียแต่ว่าโดยที่นั่งของ คนขับตอนนี้ที่่ทำให้ไม่สามารถเห็นร่อง หรือลายน์หรือผืนดิืน ให้จินตนาการได้ว่าต้องไปทางไหน หนำซ้ำด้วยความตกใจว่าทำไม รถเราอยู่ดี ๆ มัน วิ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าได้ก็ต้องหยุดโดยฉับพลันเมื่อนึกขึ้นได้ว่า ถ้าไปต่ออีกสองเมตร คือเหว ต้องหักขวาสุด ๆ เท่าันั้นถึงไปได้ แต่ก็อีกนั่้นแหละตอนนี้ เจ้าหนุขาวได้ติดกับ รากไม้และร่องหินซ้ายซะแล้ว ผมลองพยายามหักสุด ๆ ทั้ง ๆที่มี Limited slip ล๊อกเพลาหน้าอยู่ก็ตาม ก็ยังไม่ขึ้น จนเสียงลั่นคำรามไปหมดรวมทั้งเสียงเพลาด้วย !!! ครับ จากการดิ้นครั้งนี้ทำให้เพลาสั้นหรือ CV Joint ของผมต้องแตกละเอียดกระจายไป ไม่สามารถเลี้ยวได้
หนุขาวได้มา สิ้นท่าที่ยอดเนินสวรรค์ของตะกอคะนี่เอง !!!
เวลาตอนนั้น เป็นเวลาโพล้เพล้แล้ว จึงตัดสินใจกันต้องแคมป์พักกันแถว นั้นซะแล้วเพราะถึงไปต่อก็ไปได้แค่ 3 คัน เท่าันั้นคืนนั้นพวกเรา จึงตั้งแค้มป์พักผ่อนพูดคุยกันสนุกสนานก่อนถึง เนินฝุ่น เพียงเล็กน้อย โดยมีเสียงกีต้าร์เพราะๆ จากกระทิงโทนบรรเลง อย่างแผ่วเบา ท่ามกลาง สายลมหนาว แห่งขุนเขาตะกอคะ แห่งนี้ คำบอกเล่าถึง ตำนาน ของเส้นทางนี้ ตั้งแต่ยังเป็นป่าดงดิบ จนถึงถูกแผ้วถาง ให้เป็นเส้นทาง ท่องเที่ยวถึงตัวน้ำตก ด้วยความร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้านท้องถิ่น และบรรดาออฟโรดรุ่นเ่ก่า ๆหลาย ๆ คนกว่าจะเป็นเส้นทางโหดสายนี้ได้ รวมทั้งเส้นทางท่องเที่ยวอื่น ๆ แถบอำเภออมก๋อย ที่พี่หนุ่ยบอกว่า ตะกอคะ ยังโหดไม่เท่า พวกเราอยู่กันดึก พอสมควรก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน พร้อมทั้งตกลงกันว่า พรุ่งนี้เราจะไปต่อยัง เนินฝุ่นกัน ก่อน ผลอยหลับไปด้วยความอ่อนเพลียจากการเดินทางสองวันที่ผ่านมา
เสียงจอกแจกจอแจ ทั้งจากพวกเราและชาวบ้านขุนหาดที่มาหาเราแต่เช้าตรู่ เหมือนเป็นกำลังใจให้เดินต่อไป พวกเรามีอาหารเช้าเป็นขนมปังกาแฟสดร้อน หอมชุยจากพี่กุ๊กไก่ เป็นรางวัลแรกสำหรับเช้านี้ หลังอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ แต่มีคุณภาพผ่านไป พวกเราก็พากันเดินหน้าต่อไปยังเนินฝุ่น โดยทิ้งเจ้าหนูขาวเอาไว้ที่แค้มป์พัก สำหรับ เนินฝุ่น เวลา นี้ถูกต้นไม้ขึ้นปกคลุมผิวทางเกือบหมดแล้ว ทิ้งไว้ให้เป็นร่องทางเดินคนกว่าเมตรเท่าันั้น ร่องรอยกัดเซาะจากสายน้ำเมื่อ หน้าฝนที่ผ่านมาทำให้ร่องบางร่องลึก เกือบหนึ่งเมตรคดเคี้ยวย้อนขึ้นไป
ยอดเนินเกือบหกสิบเมตรนั้น พวกเราและชาวบ้าน ขุนหาดต้องใช้จอบขุดทำถนนกันอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้ เจ้าดำสะออน ของพี่หนุ่ยได้ขึ้นยอดเนิน ฝุ่นนี้อีกครั้งหนึ่ง หลังจากไม่มี ใครใช้เส้นทางนี้มา เป็นเวลานาน พี่หนุ่ยพาเจ้าดำสะออนขึ้นมาได้เพียง ยี่สิบกว่าเมตรก็ต้องพึ่งเจ้า 8274 วินช์ตัวเก่งดึงตัว เองขึ้นไปบนยอด เนินฝุ่น ที่ซึ่งตอนนี้ด้วยขนาดของหินลอย หรือร่องลึกที่ถูกทับไว้ด้วยฝุ่นเจือจางเปิดเผยร่องลึกที่อยู่ ข้างใต้อย่างแสบสันต์
วินาทีนี้ ถ้าไม่มีวินช์ก็อย่าคิดที่จะพิชิตเจ้า เนินฝุ่น นี้ได้ จนสาย ๆ นั่นแหละ พวกเราก็มาถึงยอดเนิน และคืบหน้าไปต่อ ได้สองร้อยกว่าเมตร ก็พบกับทางตัน สำหรับทริปนี้ เมื่อ ต้นไม้ใหญ่ขนาด หลายคนโอบ พร้อมกิ่งก้านสาขา ได้โค่นลงมาขวางทาง บนยอดสันตะเข็บเขานี้ โดยทิ้งความสุง ของคาคบไว้สุงกว่า หลังคารถเสียอีก แน่นอน ถ้าคาคบไม้ใหญ่นี้ยังขวางทางอยู่แบบนี้ ไม่มีใครขับผ่านไปได้แน ่ และนี่เองที่พวกเราต้องบอก กับตัวเราเองว่า สิ้นสุดแล้วสำหรับทริปตะกอคะหนนี้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม พี่หนุ่ย ได้ว่าจ้างใ้ห้ชาวบ้านเอาต้นไม้ต้นนี้ออกจากเส้นทางให้ได้ ถึงแม้จะใช้เวลาเป็นสัปดาห์ก็ตาม เพื่อที่ว่าการกลับมาใหม่ในครั้งหน้าเราจะได้ผ่านตรงนี้ไปได้
ช่วงขาลงจากยอดเขา เจ้าหนูขาวพบกับปัญหาใหญ่ที่ว่า ไม่สามารถบังคับเลี้ยวได้ เนื่องจากตัวกระโหลกเพลา ด้านซ้ายหรือ CV Joint ได้แตกละเอียดไปแล้ว ต้องถอดฮับล๊อกเพื่อเขียเอาเฟืองล๊อกออกมาจากแกนเพลาและวิ่งแบบ
เดินหน้าสามเมตร ถอยหลังสองเมตรเกือบทุกโค้ง กว่าจะลงมาที่บ้่านขุนหาดได้ เล่นเอาเหงื่อกาฬแตกพลักไปเหมือนกัน เมื่อซ้ายก็เหว ขวาก็เหวทั้งนั้น นอกจากนั้นเรายังทราบ จากชาวบ้านที่บ้านขุดหาดอีกว่า แถวๆ บริเวณสะพานช้าง ขอบเส้นทางทั้งสองด้าน ได้ถล่มลงไปหมดแล้ว เหลือไว้เพียงประมาณ เมตรเดียวเท่านั้น ถ้าจะผ่านไปบ้านตะกอคะ ก็ต้องหา ทางทำถนนนี้ใหม่ให้ได้ ที่ซึ่งตอนนี้ไม่รู้จะ ทำอย่างไรดี พวกเราย้อนออกทางอำเภออมอ๋อย ก็ตอนบ่ายล่วง โดยแวะเปลี่ยน กระโหลกเพลา ที่ออก๋อย ก่อนเดินหน้าไป หน่วยจัดการต้นน้ำห้วยจิโน เมื่อเวลาแสง สุดท้ายของวัน ถึงแม้จะเป็นการเดิน ทางในเวลาค่ำคืน แต่โดยสายตาที่มองผาดไปมาในขณะขับรถ น่าจะสวยแน่ ๆ นับเป็นระยะทางประมาณ สี่สิืบกว่ากิโล จากอำเภออมก๋อย พวกเราก็มาถึงหน่วยจัดการต้นน้ำ ห้วยจิโน และที่น่าประหลาดใจที่ว่า คืนนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวคณะอื่น เข้ามาเลย ที่พักก็สวยงามมากมีระเบียงไม้กว้างขวาง อยู่รายรอบบ้านพัก ที่มองออกมาเห็นวิวทิวเขาโดยรอบ คืนนี้บรรยากาศ สนุกสนามมาก สุกี้รสเด็ดร้อน ๆ คนละชามใหญ่จากฝีมือพี่กุ๊กไก่ อีกเช่นเคย กองไฟขนาดย่อม ๆ ในเตาย่างบาบีคิวเป็นจุดที่ทุกคน ต้องมารายล้อมด้วยความหนาวของสายลมกรรโชกบนระเบียงพัก จนเมื่่อยามดึก คุณพล กระทิงโทนของเราได้แสดงความสามารถพิเศษที่หลาย ๆ คนคาดไม่ถึงคือ ความรู้ด้าน ดาราศาสตร์ระดับอาจารย์ที่อธิบาย ความสัมพันธ์ของดวงดาวต่างๆ ในเวลามี่ทุกคนสามารถ เอื้อมหยิบดาวกลางฟ้าได้ในคืนนั้น ที่เป็นคืนสุดท้าย ในอำเภออมก๋อยสำหรับทริปตะกอคะหนนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วเกือบทุกทีไปเยือนที่มีมีความสวยงามก็อด คิดไม่ได้ว่า ยังงัยก็จะกลับมาอีกครั้งให้ได้ แต่สำหรับเส้นทางตะกอคะครั้งนี้ ผมตั้งคำถามกับตัวเองเอาไว้ว่าจะกลับมาอีกมั๊ย สำหรับตะกอคะ
สวัสดีครับ
หนูขาว
13 ธันวาคม 2547
ดูรูปทั้งหมดได้ที่นี่ครัีบ http://www.weekendhobby.com/offroad/bpboard/question.asp?page=1&id=604