สายลมเย็นยามเช้าของผื่นป่าทุ่งใหญ่นเรศวรยามเช้าตรู่ที่พัดผ่านเข้ามาในตัวรถทำให้พวกเรารู้สึกตื่นเต้น
อย่างเสียไม่ได้ เมื่อนึกถึงครั้งที่พวกเราชาว บูรพาออฟโรดมาติดอยู่กลางป่า
ถ้ำผานางแอ่นอยู่ 3 วัน 4 คืน ในตอนนั้น ผิดกันกับครั้งนี้ที่พวกเรา เลือกมาช่วงที่ฝนห่างฟ้า
เพื่อที่จะได้เข้าไปชม ความงดงามอันบริสุทธิ ที่ยังคงรอพวกเราเข้าไปไปสัมผัสในครั้งนี้
พวกเราเลือกเดินทางเข้าทางสามแยกพุทโธในเขตอำเภอ ทองผาภูมิ โดยแวะขออนุญาติเจ้าหน้าที่ก่อน
ณ ที่ทำการอุทธยานแห่งชาติลำคลองงู บริเวณหมู่บ้านห้วยเสือ ก่อนที่จะเคลื่อนขบวนมายังหน่วยทำการย่อย
(ชั่วคราว) บ้านเขาพระอินทร์ สิ่งแรกที่สร้างความประหลาดใจ ให้กับพวกเราคือ
การเปลี่ยนแปลงสภาพทางเข้าจาก ป่าไผ่รกชัฎเมื่อปีกลาย กลับกลาย มาเป็นที่ทำการราบเตียน
ที่ถูกแผ้วถาง อย่างดี เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว ที่มีมากขึ้นนับจากความสวยงามของถ้ำผานางแอ่น
ได้แพร่ กระจายออกไป พวกเราได้ปฎิบัติตามคำแนะนำ ของเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้
โดยตกลงที่จะหยุดพักแรมกันตรงที่ ทำการนี่เอง
การมาเยี่ยมเยียนของพวกเราได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดีจาก
หัวหน้าหน่วย (ย่อย) นามว่า คุณ สถิรวุฒ เกตุแก้ว หรือ พี่หนุ่ม ชายวัยกลางคน
รูปร่างสันทัด ทีน่าเกรงขามที่มักเจือรอยยิ้มที่มุมปากเสมอ พี่หนุ่มเล่าว่า
"นักท่องเที่ยวมากันเยอะ นับตั้งแต่นิตยสาร ATG ฉบับล่าสุดได้ตีพิมพ์ออกไป"
พี่หนุ่มนับเป็น คนไทยในกลุ่ม แรก ๆ ที่ร่วมสำรวจถ้ำในเขตอุทธยานแห่งชาติลำคลองงูร่วมกับ
ดีน สมาร์ต หรือ นักวิชาการชาว ต่างชาติ ของกรมป่าไม้ "ถ้ำที่สำรวจพบในพื้นที่ของลำคลองงูมีเยอะมาก
แต่มีบางถ้ำเท่านั้นที่เราเปิด สำหรับการท่องเที่ยว อย่าง ถ้ำเสาหิน ถ้ำนกนางแอ่นและถ้ำใหญ่
ที่เราได้ปรึกษากับดีนแล้ว (ดีน สมาร์ต) ว่าการท่องเที่ยวจะ ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบกับถ้ำ
หรือถ้าจะเกิดขึ้นบ้างก็ต้องน้อยมาก
" "
..แต่ถ้ำบางถ้ำ เราก็ไม่ได้เปิดสำหรับ การท่องเที่ยวเพราะมีความเห็นจากดีนว่า
ถ้ำนั้นเปราะบางเกินไป
" หัวหน้าสราวุฒิ
กำลังพูดถึง ถ้ำน้ำตก และถ้ำหลอด (คัดลอกจากบทสนทนาของหัวหน้า สราวุธ กับ
นิตยสาร ATG )
พวกเราตกลงกันว่าจะเริ่มต้นด้วยการเข้าถ้ำผานางแอ่นก่อน
ซึ่งสิ่งหนึ่งที่พวกเราได้ข้อมูลเพิ่มเติมคือ การท่องเที่ยวในครั้งนี้ไม่เหมือนกับ
การท่องเที่ยวตาม อุทธยานแห่งชาติทั่ว ๆ ไปที่พวกเราเคยผ่านมา คือ ที่นี่นับเป็นสถานที่มีความเปราะบางทางระบบนิเวศน์มาก
ที่ยังคงความสวยงาม อันบริสุทธ์ิอยู่มาก อาจเป็น เพราะความลำบากในเส้นทางที่จะเข้าไปสำผัส
หรือความ อันตรายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความสวยงามนั้น
เด็ก ๆ และ
ผู้ใหญ่ที่ไม่มีเสื้อชูชีพ จึงไม่ได้รับอนุญาติให้ เข้าถ้ำโดยเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้นแม้แต่
เจ้าหน้าที่ที่ชำนาญพื้นที่แล้วก็ตาม
หลังจากอาหารเที่ยงอย่างง่าย
ๆ เรียบร้อยแล้ว พวกเราชาวบูรพาเคลื่อนขบวนรถเข้าไปในป่าอีก ประมาณ 4 กิโลเมตร
โดยจอดรถกันบริเวณลานกว้าง
ที่พวกเราเคยมาติดกันอยู่ที่นี่
ขบวนเดินเท้าย่ำป่าของ ชาวบูรพาเริ่มเดินทางต่อลึก เข้าไปโดยการนำของพี่หนุ่ม
ป่าไผ่รอบตัวยามนี้ออกสีน้ำตาลแห้ง เพราะไฟป่า ที่มีให้เห็นเป็นวงกว้าง
บรรยากาศร้อนอบอ้าว ของเที่ยงวันนั้น
ทำให้พวกเราหลายคนเริ่มออกอาการกันไป
หลายคนแสดง ให้เห็นถึงความพร้อมของร่างกายว่า แต่ละคนมีมาขนาดไหนกัน พวกเราหลายคนเอ่ยปากพูด
ถึงความหลังในเส้นทางนี้เมื่อผ่าน จุดที่พวกเรา เคยติดกันเป็นวัน ๆ เพียงแต่สภาพเส้นทางตอนนี้กลับแห้ง
จนนึกไม่ถึงว่ามันเคยสร้างความหฤโหด กับเราได้ถึงขนาดนั้น จะมีก็เพียงร่องล้อลึก
ๆ ที่ยังคงมีให้เห็นอยู่เป็น ระยะ ๆ เลยเส้นทาง ที่พวกเราเคยเข้ามาพักแรม
พี่หนุ่มก็เริ่มพา พวกเรา ตัดขึ้นภูเขาสูงชันที่มีเพียงรอยทาง เท้ากว้างเพียงแค่ให้วางเท้า
ลัดเล ะไปตาม หน้าผาหิน ที่สลับกับป่าไผ่ และเถาวัลย์ที่คดเคี้ยวตามก้อนหิน
บนหน้าผา ผ่านไปหนึ่งชั่วโมงเต็มกับการเดินป่า ที่ร้อนอบอ้าว กลางเที่ยงวันที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะถึงจุดหมาย
เนินแล้ว เนินเล่า ที่ลัดเลาะผ่านหน้าผา ที่มองลึกลงไปข้างล่าง แล้วมีแต่
ตาย กับ ตาย อย่างเดียวถ้าไม่ระวัง พลาดพลั้งหล่นลงไป มาถึงตอนนี้ไม่ไช่ข้อห้ามที่เกินจริงเลยถ้าเราจะพาเด็ก
ๆ มาด้วย เวลาที่ทอดนานขึ้นกับ อุปสรรคทางเท้าที่ไม่มีทีท่าว่าจะอ่อนข้อให้กับนักเดินทางอย่างเรา
ถึงกับทำให้หลาย ๆ คนออกอาการเหมือน กับยอมแพ้ในความหฤโหดของเส้นทางเดินป่านี้
" ทางนี้ยังไม่เท่าไหร่นะครับ
ถ้าไปถ้ำเสาหินนะ โหดกว่านี้อีก หลายเท่านัก " เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบอกกับพวกเรา
เมื่อเห็นพวกเรา เริ่มที่จะหยุดพักกันบ่อยครั้งขึ้น
หลังจาก เราผ่านป่าไผ่ที่ทรุดโทรมด้วยไฟป่า ผ่านร่องเขาที่มีม่านเป็นรากไม้ใหญ่ที่แผ่ลงมาโดยที่ตัวลำต้นนั้นยึดตัว
อยู่บนยอดหน้าผา ที่ต้องมองขึ้นไปจนคอตั้งบ่าถึงจะได้เห็นลำต้นนั้น เราก็ได้ยินสายน้ำไหลอยู่เบื้องล่างที่ยัง
คงปิดบังเราไว้ด้วยป่าเขียวขจี
ของพรรณไม้นา ๆ พันธ์ที่ยังคงความสด ความสดชื่น จากสายน้ำ ที่ยังคงไหล
ซัดเซาะตามโขดหินแม้จะเป็นหน้าแล้งอย่างนี้ก็ตาม
หลังจากหยุดพักบริเวณเวิ้งหน้าผาใหญ่จนหายเหนื่อยแล้ว
พี่หนุ่ม ก็พาเราลัดเลาะปีนลงไปตามโขด หินเพื่อลงไปสัมผัสสายน้ำเย็นข้างล่าง
โดยบริเวณนี้จะเป็นจุดที่พวกเราจะเริ่มลอยตัวไปตามสายน้ำ บริเวณนี้เป็นช่องที่เกิดการยุบตัวของเพดานถ้ำลำคลองงูที่ทำให้เกิดโพรง
หรือปากถ้ำขนาดมหึมาที่สูงไม่ต่ำ กว่า 50 เมตร โดยนับเป็นช่องยุบตัวของ
คาสท์วินโด (Karsts Window) ที่ 3 และ 4 โดยมีนกนางแอ่น หลายพันตัวบินฉวัดเฉวียนไปมาบริเวณเพดานถ้ำอย่างน่าอัศจรรย์
ความร้อนอบอ้าว และเหงื่อที่ชุ่มโชกของ พวกเราถูกลบล้างด้วย ลำธารสายน้ำเย็นใสสะอาด
ที่ทำให้พวกเราทุกคนหายเหนื่อย จากเดินป่ามานับ ชั่วโมงที่ผ่านมา หลังจากบันทึกภาพบริเวณคาสท์วินโดที่
3 และ 4 แล้ว พี่หนุ่ม และเจ้าหน้าที่ ก็ให้พวกเรา สำรวจตรวจตราความเรียบร้อย
ของเสื่้อชูชีพอีกครั้งก่อนที่เรา จะเริ่มลอยตัว เข้าถ้ำข้างหน้า โดยใช้สายลำธาร
สายนี้เป็นเสมือนเส้นทางลำเลียงมนุษย์ตัวจ้อย ให้เข้าหาความยิ่งใหญ่ ของธรรมชาติที่รอเราอยู่เบื้องหน้า
เสียงหัวเราะสดชื่น
และเสียงหยอกล้อของพวกเราที่มีรอยยิ้มเปื้อนอยู่เต็มใบหน้าของทุกคนยิ่งทำให้
พวกเรามั่นใจยิ่งขึ้นว่า ทริปปนี้คงไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน
พี่หนุ่มเริ่มลอยตัวเข้าถ้ำก่อนโดยเอนหลังแล้วยกเท้าชี้ไป
ข้างหน้าให้สายน้ำพัดพาเราไปตามลำธาร โดยมีร่องน้ำเป็นตัวกำหนดทิศทาง เสียงหัวเราะ
เสียงขำขันในท่า ทางต่าง ๆ ของพวกเราเอ็ดอึง ไปทั้งคุ้งน้ำอย่างสุดจะควบคุม
ความสุขสนาน ความสดชื่นฉ่ำเย็นจากสายน้ำ ทำให้เรามีความสุขกันแทบสำลัก
กันเลย ทีเดียวจนสายน้ำพาเรามาที่หน้าถ้ำอีกถ้ำหนึ่งหรือ คาสท์วินโดที่
4 ซึ่งข่มขวัญพวกเราให้หยุดมองหน้ากัน ด้วยความเชี่ยวกราก ของสายน้ำที่ไหลผ่านซอกหินกว้างประมาณ
2 เมตรนั้น พี่หนุ่มดึงเอาเชือกขดใหญ่ที่พกมา
มัดกับแง่งหินก้อนใหญ่ใกล้ตัว
แล้วพยักหน้าให้พี่เจ้าหน้าที่อีกคน หนึ่งลอยตัวไปตามเชือก ผ่านสายน้ำเชียวกราก
เพื่อไปดักอยู่ที่โขดหิน อีกฝากหนึ่ง โดยมีเดิมพันเป็นร่องน้ำเชี่ยว ที่ถ้าไปผิดทางก็จะถูกพัดพา
ให้หายไปในหลืบถ้ำอันมืดมิดนั้น !!! หลังจากที่พี่หนุ่มสาธิต การลอยตัวพร้อมกับ
ยึดเชือกเพื่อบังคับเส้นทาง ให้พวกเราดู จนถึงอีกฝั่งหนึ่ง ถึงกับทำให้เราหลายคน
หันมามองหน้ากัน เหมือนมี คำถามขึ้นในใจว่า
ถึงขนาดนี้เลยหรือ (วะ) เอางัยเอากันไหน
ๆ ก็มาถึงขนาดนี้แล้ว แต่ด้วยความเชี่ยวชาญ ของพี่หนุ่มและเจ้าหน้าที่อีกสองท่านก็พาเราผ่านอุปสรรคนี้มาได้อย่างสนุกสนาน
เรียกได้ว่ามาถึงตอนนี้พวกเรา ถึงบอกตัวเองในใจว่า "เอาวะ สู้ตาย
โว๊ยวันนี้ ถึงไหน ถึงกัน " พร้อมกับนึกหลอกตัวเองว่ายังคงเป็นวัยรุ่นที่
พร้อมจะผจญภัยทุกรูปแบบในเส้นทางข้างหน้า ( Download
ภาพเคลื่อนไหวจุดนี้ คลิ๊กที่นี่ MPG1 , MPG2
) ผ่านจุดนั้นมาพวกเราต่างเดิน ไปตามโขดหินตะปุ่มตะปั่ม ด้วย ความระมัดระวังเรียกได้ว่าถ้าพลาด
ก็แข้งขาหักเอาง่าย ๆ จนเมื่อใกล้จะมาถึงทางออกจากถ้ำหรือ คาสท์วินโดว์ที่
5 พวกเราข้างหน้าทุกคนหยุดเดินหน้ากันหมดเพื่อดูอะไรบางอย่างทางด้านขวามือ
พร้อมกับเสียงพึมพำเหมือนเจอะเจออะไรบางอย่าง ที่สามารถดึงจิตใจ ของพวกเขาให้ละความสนุกสนานจาก
สายน้ำเมื่อครู่ได้ จนเมื่อพวกเราเดินเข้ามาในระยะ สายตาก็หมดความสนใจในเรื่องอื่นๆ
อีกต่อไปในเมื่อ.....
ภาพเบื้องหน้าของพวกเราถึงกับทำให้พวกเรารู้สึก
ขนลุก สั่นไปทั้งกาย และตั้งคำถาม กับตัวเองว่า ..เราฝันไปหรือปล่าว
สิ่งที่มนุษย์ตัวเล็กกระจ่อยร่อยอย่างพวกเราเห็นคือ
. หน้าผาสูงขนาดมหึมาที่ทั้งสูงและ กว้างเกินขีดความสามารถของกล้องเลนซ์วายด์ใด
ๆ ทั้งสิ้นที่จะเก็บภาพความสวยงามของหินงอกหินย้อยที่เกิดจากการไหลของสายน้ำที่
เต็มไปด้วยคราบหินปูนที่ย้อยออกมา เป็นม่านแพรไพร ให้มีลักษณะคล้ายน้ำตก
ขนาดใหญ่ทีต่างกันตรงที่น้ำตกนี้ทำด้วยหินแทนที่จะเป็นน้ำ
Flow Stone
หรือ น้ำตกหินปูน บริเวณ คาสท์วินโดว์ที่ 5 ทำให้พวกเราทุกคนต่างหยุดนิ่ง
และตะลึงงันในความยิ่งใหญ่และสวยงาม ของธรรมชาติแห่งลำคลองงูแห่งนี้
ระยะทางมากกว่า 400 กิโลเมตจากบ้าน กับเดินป่าอย่างหฤโหดกันอีกแค่ 2 ชั่วโมงนั้นช่างเทียบไม่ได้กับความคุ้มค่า
ในการมาเผชิญหน้ากับสิ่งมหัศจรรย์ตรงนี้ และภาพที่พวกเราเห็นกับตาตรงนี้ก็เป็นภาพเดียวกันกับภาพหน้าปก
ของนิตยสาร Advanced Thailand Geographic ฉบับเดือน กุมภาพันธ์ - มีนาคม
2545 นั่นเอง !!!
พวกเราจากตรงนั้นมาด้วยอาการคล้ายคนที่กำลังฝัน
อย่างไม่เชื่อ กับตัวเอ งว่าเราได้เห็นอะไรมาเมื่อสักครู่ โดยมีเสียงกดชัตเตอร์
อันถี่ยิบของกล้องนา ๆ ชนิดของพวกเราอย่างไม่ต้องนับเลยทีเดียว
ยังครับยังไม่ทัน
ได้ตั้งตัวก็เดินมาเจอน้ำตกขนาดเล็ก สูงประมาณ 5 เมตรทีี่ออกมาจาก ซอกหน้าผาอย่างน่าอัศจรรย์นัก
ที่ บริเวณด้านหน้าถ้ำหรือคาสท์วินโดว์ที่ 5 !!!
นี่มันอะไรกันเนี่ย
พวกเรามาอยู่ที่ไหน ??? ทำไมธรรมชาติถึงหยิบยื่นรางวัลความ สวยงามอันบริสุทธ์ได้
มากมายถึงขนาดนี้ พวกเราโผเข้าหาน้ำตกนั้น อย่างสนุกสนานและมีความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ความทุกข์ ความกังวล หรือจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ถูกทำให้ลืมไปหมดสิ้นด้วยความงดงามของลำคลองงู
ในผืนป่าทุ่งใหญ่ นเรศวรแห่งนี้ !!!
หลังจากดื่มด่ำกับความสวยงามและสดชื่นจากตรงนั้นมาแล้ว
พี่หนุ่มก็พาเราล่องสายธารต่อเข้าไปยัง คาสท์วินโดที่ 6 หรือถ้ำต่อไปนั่นเอง
มาถึงตอนนี้ร่องน้ำที่พวกเราต้องล่องต่อไป เป็นทางยาวและลึกมาก (บางช่วงมาก
กว่า 50 ฟุต ) เลยทีเดียว ด้วยความเหนื่อยอ่อนจากการผจญภัย และยังต้องลอยตัว
ในสายน้ำนิ่งและเย็นกว่า 50 เมตร ผ่านช่องเขาที่มีภาพปล่อง อากาศที่ปกคลุมด้วยไม้ใหญ่
และความสมบูรณ์ของพรรณไม้ทำให้เรา ลอยตัวด้วยเสื้อชูชีพอย่างไม่รู้เบื่อเลย
จนออกมาที่ปลายถ้ำ สุดท้ายพวกเราก็มาขึ้นฝั่งที่ปากทางออกหรือคาสท์วินโดว์ที่
6 ก่อนที่สายน้ำ ที่เราล่องมานั้น จะพัดหายเข้าไปในถ้ำที่เสมือนกับ ประตูปิดกั้นมิให้มนุษย์ผู้ใดได้ย่างกรายเข้าไป


พวกเราเดินทางกลับที่จอดรถท่ามกลางสายฝนที่ตกหนักอย่างไม่ลืมหูลืมตา
ซึ่งทำให้พวกเราอดนึกใน ใจว่าถ้าฝนตกตอนที่เราล่องสายน้ำเบื้องล่างนั้นพอดี
จะทำยังไรกับสายน้ำป่าที่ไม่เคยปราณีใครๆ ทั้งสิ้น
ค่ำคืนนั้นเป็นมื้อค่ำที่พิเศษสุดอีกหนึ่งวันที่พวกเราไม่มีวันจะลืมเลือน
เหล้า ยา ปลา ปิ้ง เรื่องเล่า ต่าง ๆ กับมิตรสหายที่รู้ใจในบรรยากาศแห่งขุนเขา
ทำให้พวกเรามีความสุขเป็นพิเศษ โดยมีคำมั่นสัญญากับตัวเองว่า เราจะกลับมา
จะกลับมา รอพวกเราก่อนนะ ถ้ำเสาหิน ที่สูงที่สุดในโลก สำหรับทริปนี้สวัสดีครับ
หนูขาว
30 เมษายน 2545
ข้อแนะนำการเดินทาง
ด้วยความเชียวกรากของสายน้ำ จึงเปิดให้เที่ยวเพียง 2 เดือนคือ เดือน มีนาคม
และ เมษายน
ผู้เดินทางควรเตรียมการให้พร้อมทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ
เพื่อเดินป่า กับ ปีนป่ายบนเขาสูงชัน อย่างน้อย 3 กิโลเมตร (ถ้ำผานางแอ่น)
และ 6 กิโลเมตร สำหรับ ถ้ำเสาหิน ไ่ม่แนะนำสำหรับ เด็ก หรือ ผู้ใหญ่ที่ร่างกายไม่แข็งแรง
เตรียมเสื้อชูชีพ
อุปกรณ์ส่องสว่าง หมวกนิรภัย และ เต้นท์ไปด้วย เพราะถ้าถ้าไม่มีเสื้อชูชีพก็อดเข้าโดยเด็ดขาด
ด้วยเพราะอุทธยานแห่งชาติ ลำคลองงูนี้พึ่งจัดตั้ง จึงไม่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้อย่างทั่วถึง
ด้วยข้อจำกัดของจำนวนเจ้าหน้าที่ควรแจ้งล่วงหน้าก่อนเข้า
ไปที่ อุทธยานแห่งชาติ ลำคลองงู ตู้ ปณ4 ปณจ. ทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี